FacebookTwitterGoogle Bookmarks

JBL

DRT

0-3622-4001-8

MT

SBN-Girl

RedBlueDark SmallMediumLarge NarrowWideFluid

สัมภาษณ์พิเศษ

เบญจา หลุยเจริญ เปิดใจ..โดดเข้าเวทีการเมือง


 

 

โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ 


     หมายเหตุ : ถูกจับตามมาโดยตลอดสำหรับนางเบญจา หลุยเจริญ อดีตอธิบดีกรมศุลกากร ว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัฐบาลพรรคเพื่อไทย มาตั้งแต่ครั้งรัฐบาลไทยรักไทยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลังจากมีชื่อเป็นผู้ทำหนังสือตอบกลับตระกูลชินวัตร กรณีที่ไม่ต้องเสียภาษีจากการขายหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) "มติชน" มีโอกาสสอบถามในประเด็นต่างๆ ที่คาใจ หลังจากเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังคนล่าสุด

- ทำไมตัดสินใจเข้าวงการเมือง 
     เป้าหมายก็ไม่เคยคิดว่าจะเข้ามาวงการการเมือง ตอนรับราชการ แม่บอกว่า อยากให้เป็นสรรพากรจังหวัด ซึ่งป่านนี้ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จนะ เพราะไม่เคยเป็นสรรพากรจังหวัดมาก่อน ตำแหน่งปลัดกระทรวงก็ไม่ใช่เป้าหมาย ถามใครก็ได้ พี่ไม่เคยต้องการอะไรแบบนั้น

     ใครให้ทำอะไรก็สนุกกับตรงนั้น ช่วงเป็นรองปลัดกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ก็สนุกจนถึงวันนี้ 

     มาเป็นสรรพากร เราก็ไม่เคยคิด พ่อแม่เราก็ทำธุรกิจ พ่อทำรับเหมาก่อสร้าง ก็กลัวสรรพากรมาก ที่เข้าสรรพากรก็ไม่ตั้งใจ พอดีนัดกับเพื่อนไปเที่ยว แล้วเพื่อนชวนไปสมัครเป็นลูกจ้าง ก็บอกว่า ไม่ได้เตรียมอะไรมาเลย เพื่อนบอกไม่เป็นไร แค่ไปขอใบรับรองแพทย์จากธรรมศาสตร์ใบเดียว ก็สมัครได้เลย มาเป็นลูกจ้างอยู่ 2 เดือน ช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายน พอดีเปิดรับสมัคร ก็เลยสมัครสอบ และสอบได้ที่ 2

- บทบาทข้าราชการกับการเมืองต่างกันหรือไม่
       ตอนนี้ อาจจะยังปรับตัวไม่ได้ 100% ตอนแรกก็คิดว่าคงต้องลงไปลุยเลย แต่พอมาก็ไม่ใช่ ก็ยังเป็นงานที่เราทำ ก็ค่อยๆ ไป ไม่ได้เปลี่ยนชีวิตเรา ไม่ได้เปลี่ยนแนวทางหรือไอเดีย แต่วิธีการแบบที่เคยเป็นราชการเปลี่ยนไป แต่ไม่เคยเปลี่ยนความรู้สึกของเรา 

- เป็นเพราะอยู่ในกระทรวงที่เคยรับราชการมาก่อนหรือไม่
     อาจจะโชคดี ที่มีโอกาสผ่านจุดนั้นมา เคยผ่านงานกรมจัดเก็บมาทั้ง 3 กรมคือ สรรพากร สรรพสามิต และกรมศุลกากร เลยคิดว่า แบบนี้เราสามารถจัดการได้ เราเข้าใจโครงสร้างของมัน สมัยก่อนอยู่สรรพากรก็มองมุมหนึ่ง พออยู่ศุลกากรก็เข้าใจว่า ทำไมตอนที่อยู่สรรพากรต้องมองแบบนั้น อย่างช่วงที่อยู่สรรพากรตรวจบริษัทขาดทุน เราก็ไม่เข้าใจว่า บริษัทใหญ่ทำไมต้องขาดทุน แต่พอมากรมศุลกากรก็จะเข้าใจว่า เป็นเรื่องโครงสร้างว่าเขาคิดจากจุดไหน 

ตอนนี้จะคุยกับทั้งกรมศุลกากรและสรรพากร เพื่อมาบูรณาการตรงไหน เลยถือโอกาสบอกน้องๆ ว่า อย่ากลัวการขยับขยายไปไหน เพราะนี่เป็นโอกาส

- ความยากง่ายของแต่ละกรมเป็นอย่างไร
       พี่เคยบอกว่า สรรพากรเหมือนให้เครื่องมือออกไปจับปลาในทะเล แต่สรรพสามิตเหมือนดูแลปลาคาร์พในอ่าง เพราะมีผู้ประกอบการชัดเจน แต่เป็นปลาตัวใหญ่ที่ต้องดูแลให้ดี เพื่อให้มีภาษีกลับมา และหาปลาคาร์พตัวใหม่ๆ เข้ามาเรื่อยๆ ซึ่งเขามีผู้ประกอบการชัดเจน ไม่ได้วิ่งไปหาผู้ประกอบการเหมือนสรรพากร 

- หลายคนสงสัยว่า การเข้ามาการเมืองมีอะไรอยู่เบื้องหลังหรือไม่
     ยืนยันและสาบานเลยว่า ไม่มี จะทำอะไรก็ตรวจสอบได้ พี่ถูกทาบทามจากน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้มาช่วยทำงานในวันที่ 23 มิถุนายน แต่ตอนนั้นติดภารกิจชี้แจงงบประมาณประจำปี 2557 ให้กับกรมศุลกากรวันที่ 24-25 มิถุนายน เลยขอทำหน้าที่ก่อน จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมยื่นใบลาออกในวันที่ 26 มิถุนายน 2556 และตอนแรกก็คิดว่า จะเป็นเดือนสิงหาคม ที่จะเกษียณในเดือนกันยายน เลยนำเรื่องกลับไปหารือกับลูกๆ ซึ่งบอกว่า น่าลองดู จึงตอบตกลงไป

- ถ้าไม่มาทำการเมืองวางแผนชีวิตหลังเกษียณอย่างไรบ้าง
      ตั้งใจว่าจะไปท่องเที่ยวทางเรือกับสามีที่เกษียณก่อนหน้าหนึ่งปี ที่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เพราะศึกษาข้อมูลมาว่า ไม่ต้องขนกระเป๋าไปมาก พอเรือหยุดตรงไหนเราก็ขึ้นไปเที่ยวตรงนั้น ตั้งใจชวนเพื่อนๆ ที่เกษียณไปสัก 3-4 คู่ พอเข้ามาทำตรงนี้แผนก็คงต้องเปลี่ยนไป

- ภารกิจเร่งด่วนที่จะต้องทำในฐานะ รมช.คลัง

      เป็นเรื่องการใช้ใบกำกับภาษีปลอม เพื่อขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) จากการส่งออก ที่กำลังเป็นข่าวอยู่ในขณะนี้ กับการจัดเก็บรายได้รัฐบาล ซึ่งในส่วนของแวตนั้น ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กำลังทำงานอยู่ ส่วนจะโยงถึงคนสั่งการหรือไม่ ก็ยังไม่รู้ 

- ทางดีเอสไอระบุว่า ระบบของกรมศุลกากรมีช่องโหว่
     ถ้าดูระเบียบ ก็ค่อนข้างโอเค เพราะการทำอะไรที่เข้มงวดมาก จะเป็นอุปสรรคกับคนสุจริต หลักเกณฑ์ต้องวางอยู่บนพื้นฐานว่า ทุกคนสุจริตก่อน แต่ถ้าคนจะทุจริตก็ต้องไปดูว่า ตรงไหนที่ทุจริตได้ แต่ต้องแยกให้ชัดว่า หลักเกณฑ์หรือกฎหมายจะไปมองไว้ก่อนว่าคนทุจริตไม่ได้

    ถ้าไปดูระเบียบจะเห็นว่ามีขั้นการดำเนินงานทั้งหมด การส่งออกอะไรต้องมีใบสั่งซื้อ บิลชำระเงิน และต้องมีปลายทาง มีคนรับฝั่งโน้น มีการโอนเงิน มีการออกใบขน ดูแล้วระเบียบก็ปิดทุกทางอยู่แล้ว 

     เมื่อกระบวนการโอเคแล้ว ต้องมาดูว่า ถ้าเป็นคน ฝ่ายเราหรือฝ่ายต่างประเทศ หรือร่วมมือกันทั้งสองฝ่าย ต้องแยกประเด็นให้ชัดก่อนว่าใคร ต้องเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย ถ้าเป็นฝ่ายเราจะมีโทษมากกว่า เพราะอาจจะมีแพ่ง มีอาญา ซึ่งความผิดทางอาญานั้น 1 กรรม โทษจำคุกถึง 7 ปี ถ้าเป็นฝ่ายเรา นอกจากแพ่ง อาญาแล้ว ยังมีวินัยอีก 

     ยังสงสัยว่า ที่ดีเอสไอระบุว่า มีช่องโหว่นั้นประเด็นไหน เพราะเราใช้วิธีไร้เอกสาร (Paperless) คือ ฝ่ายหนึ่งยิงใบขนเข้ามา พอถึงเวลาจะส่งออก ค่อยดูวิธีตรวจปล่อย ระบบส่งออกหรือนำเข้า จะต้องมีเรือเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยว่า สินค้าที่จะขึ้นเรือ จะบรรจุคอนเทนเนอร์อย่างไร

     อย่างล็อตที่มีปัญหานั้น มีของที่บอกว่า เศษเหล็ก เมื่อเขามีของก็มีสิทธินำออก เราไม่มีสิทธิไปบอกว่าห้ามออก เพราะมีข้อตกลงกรอบการค้าเสรี (แกต) อยู่ด้วย และไม่ใช่ของต้องห้าม ถ้าเขาจะส่งออก เราก็ต้องให้ออก ต้องปฏิบัติตามหลักสากล

- จะต้องแก้กฎระเบียบหรือไม่ 
     ช่วงอยู่กรมศุลกากรก็บอกว่า พิธีการต้องมาดูใหม่ อย่างตอนมีปัญหาเรื่องรถหรู ที่ทำคือ ดูมาตรฐานการนำเข้าหรือส่งออก โดยเริ่มที่สินค้าอ่อนไหวและอัตราภาษีสูงอย่างรถยนต์ก็เริ่มทำไปแล้ว แต่น้ำมันยังไม่ได้ทำ เพราะเป็นสินค้าอัตราเดียวไม่ซับซ้อนเท่ารถยนต์

      แต่รถยนต์ก็ไปไล่ดู พบว่า มีหลายประเด็น เช่น พอเอาเข้ามา เรายอมให้เอาไปเข้าเขตปลอดภาษีได้ ก็เป็นปัญหาว่า จะคิดภาษีในวันที่นำรถออกจากเขตปลอดภาษี อย่างเอาเข้ามาในราคาอัตราหนึ่ง แต่ก็รอจนค่าเงินเปลี่ยนไปจึงนำออก ซึ่งจะได้ประโยชน์จากค่าเงินไปด้วย แต่ยังทำไม่ได้ในส่วนนี้ เพราะเกณฑ์ให้ยึดราคา ณ ท่าเรือ (ซีไอเอฟ) ซึ่งผูกพันกับต่างประเทศ

     ที่ทำไปแล้ว คือ การขนย้ายโกดัง อย่างพอสินค้าลงสุวรรณภูมิจะสามารถมัดรวมขนย้ายไปคลังที่ใดที่หนึ่งได้ แล้วค่อยออกของ ซึ่งที่ผ่านมาก็ขนย้ายไปมาได้ 10 ครั้ง เพื่อลากไปหาเจ้าหน้าที่ที่คุ้นเคย เราก็แก้ระเบียบให้ย้ายคลังได้แค่ 1 ครั้งเท่านั้น 

     อย่างรถยนต์ ตอนนี้ก็คุยกับนายชัชชาติ สุทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่จะเชื่อมโยงข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ เพื่อแก้ปัญหา ส่วนที่เป็นใบกำกับประเภทและรุ่นรถยนต์ จากที่ผ่านมาพบว่า ช่วงที่มีการนำเข้ารถยนต์ในรุ่นที่คล้ายกัน จะสำแดงในรุ่นที่ราคาต่ำ แต่พอไปจดทะเบียนจึงแก้เป็นรุ่นที่ถูกต้อง ไม่ใช่แก้ตัวถัง เป็นเพียงการแก้รหัส พอเชื่อมข้อมูลก็จะทำได้ยากขึ้น

    กรมศุลกากรเติบโตมากับการปราบปราม อาจจะยังไม่เก่งด้านวิเคราะห์ข้อมูล เลยจะหันมาเน้นด้านการวิเคราะห์ ข้อมูลให้มากขึ้น เพราะมีเครื่องมือ มีอุปกรณ์ที่สามารถเอาข้อมูล วิเคราะห์ที่เป็นประโยชน์ได้ ซึ่งขณะนี้กลัวจะมีสินค้าที่จะเหมือนกับรถยนต์ด้วย กำลังให้ทางกรมศุลกากรวิเคราะห์เปอร์เซ็นต์การตรวจให้มากขึ้น ให้ใส่ในรายชื่อที่ต้องตรวจ แต่ก็เกรงว่าจะกระทบต่อการอำนวยความสะดวกทางการค้าเช่นกัน 

- มีแนวทางป้องกันระยะยาวหรือไม่ 
      พยายามที่จะดึงผู้ประกอบการให้เข้ามาอยู่ในผู้ประกอบการที่มีมาตรฐาน (เออีโอ) มากขึ้น ซึ่งถือเป็นแนวทางปฏิบัติในการรับรองผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายสินค้าตลอดห่วงโซ่อุปทานว่า มีการดําเนินงานที่ปลอดภัยและได้รับการรับรองจากศุลกากรว่า ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานของศุลกากรโลก ครอบคลุมตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้นําของเข้า ผู้ส่งของออก ตัวแทนออกของ ผู้ขนส่ง ผู้รวบรวม คนกลาง ผู้ประกอบการท่าเรือหรือท่าอากาศยาน ผู้ประกอบกิจการท่ารถ ผู้ประกอบการคลังสินค้า ตลอดจนผู้จัดจําหน่าย โดยจะเริ่มลดสิทธิประโยชน์ต่างๆ ของผู้ประกอบการบัตรทองลง เพื่อให้วิ่งไปหาเออีโอมากขึ้น จะทำทีเดียวไม่ได้ ต้องค่อยๆ ทำ ซึ่งปีนี้น่าจะเกินเป้าหมาย

- การจัดเก็บรายได้จะเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่
      กรมสรรพากรยังบวก แต่ต้องรอดูเดือนสิงหาคมนี้ ที่จะมีประมาณการจัดเก็บรายได้ภาษีนิติบุคคลครึ่งปีหลัง ที่อัตราจะเหลือ 20% จึงได้มอบหมายให้ไปจัดทำประมาณการว่าบริษัทขนาดใหญ่ที่มีกว่า 2 พันราย จะเสียภาษีเท่าไหร่ และจะขาดเท่าไหร่

    ส่วนใหญ่ถ้าเป็นบริษัทจดทะเบียน จะรู้อยู่แล้ว 6 เดือน ก็มีงบการเงินชัดเจน เพื่อดูประมาณการรายได้ ซึ่งอีกสองเดือนจะปิดงบปี 2556 หากยังรักษาระดับนี้ไว้ได้ ก็ต้องมาวางแผนในปีงบประมาณถัดไปแทน 

all-2-3

C-Gold

PS

ข่าวล่าสุด