FacebookTwitterGoogle Bookmarks

JBL

DRT

0-3622-4001-8

MT

SBN-Girl

RedBlueDark SmallMediumLarge NarrowWideFluid

สัมภาษณ์พิเศษ

สหัส ประทักษ์นุกูล เริ่มต้นการทำงานด้วยการ 'ยอมรับ'

        ไทยโพสต์ : บมจ.ผลิตไฟฟ้า หรือ เอ็กโก กรุ๊ป หนึ่งในบริษัทลูกของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า ธุรกิจให้บริการ และธุรกิจน้ำ ตลอดจนธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับพลังงาน หลังจาก นายสหัส ประทักษ์นุกูล ลูกหม้อ กฟผ. ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการบริหารและวางระบบไฟฟ้ากว่า 30 ปี ได้เข้ามากำกับดูแล เอ็กโก ในฐานะกรรมการผู้จัดการใหญ่ และมีเป้าหมายนำเอ็กโก กรุ๊ป เติบโตในอุตสาหกรรมนี้ ภายใต้วิสัยทัศน์ "เราไม่หยุดนิ่งที่จะร่วมสร้างพลังงาน...เพื่อชีวิต" หรือ Energy for Life กว่าจะก้าวมาสู่ความสำเร็จ ณ จุดนี้

      คุณสหัส เล่าให้ฟังว่า เกิดที่แม่กลอง จ.สมุทรสงคราม ครอบครัวมี 7 คน ตอนประถมก็เรียนโรงเรียนข้างบ้าน เป็นโบสถ์คริสต์ หลังจากนั้นก็สอบเข้าโรงเรียนประจำจังหวัด เรียนได้ 3 ปี คนที่บ้านอยากให้เข้ามัธยมปลายที่กรุงเทพฯ ก็มาสอบโรงเรียนเตรียมฯ ซึ่งชื่อเสียงดัง แต่พอเป็นเด็กต่างจังหวัดเข้ามาสอบ ไม่ได้เรียนพิเศษ ไม่ได้เรียนอะไรอย่างเขามา ก็สอบไม่ติด แต่ตอนสมัคร โรงเรียนเตรียมฯ เขามีให้เลือกโรงเรียนในเครือได้ด้วย ก็ไปติดบดินทร์เดชา ซึ่งเพิ่งเริ่มก่อตั้งใหม่ในปีนั้นตึกก็ยังสร้างไม่เสร็จ ก็เรียนที่อาคารของโรงเรียนเตรียมฯ และมีอาจารย์เตรียมฯ สอน พอจบ ม.ศ.4-5 ที่บดินทร์เดชา ก็สอบเข้าวิศวะ จุฬาฯ

      หลังจบจากจุฬา เพื่อนๆ หางาน ก็ตามๆ เขาไป ได้งานที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) หน้าที่แรกที่เข้ามาอยู่ คือ แผนกพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้า ซึ่งถือเป็นความโชคดี เพราะการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย จุดเริ่มแรกคือความต้องการใช้ไฟฟ้า นับเป็นวิศวกรคนแรกของแผนกนั้น และค่อยๆ โตขึ้นไปเรื่อยๆ เป็นการวางแผนสถานีไฟฟ้าย่อย เป็นผู้ช่วยหัวหน้ากอง และก็ไปทำด้านแหล่งผลิตไฟฟ้า ซึ่งมันก็ต่อเนื่องจากการทำสายส่ง หลังจากนั้นก็เป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายที่ฝ่ายวางแผนระบบไฟฟ้า ซึ่งดูการวางแผนระบบไฟฟ้าของประเทศไทยและเติบโตเรื่อยๆ จนก้าวมาถึงระดับ รองผู้ว่าการฯ ทางด้านนโยบายและแผนของ กฟผ. จนกระทั่งตำแหน่ง MD บมจ. ผลิตไฟฟ้า หรือ เอ็กโก กรุ๊ป

      คุณสหัส เล่าว่า มานั่งบริหารงานที่เอ็กโกนั้น มีความแตกต่างจากที่ กฟผ. เพราะเป็นบริษัทเอกชน พร้อมเล่าต่ออีกว่าไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็รักทุกที่ และ ทำให้ที่ที่อยู่มีความสุข ไม่ใช่มองว่าตัวเองจะมีความสุขยังไง แต่มองว่าจะทำอย่างไรให้น้องๆ ที่อยู่ที่นี่ ทำอาชีพนี้ไปได้นานๆ และไม่ใช่แค่ระยะสั้น แต่ต้องอยู่ได้ในระยะยาว เพราะพอเราอยู่วางแผน ปกติก็จะมอง 10-15 ปี ไปข้างหน้า ตอนนี้ก็พยายามมอง 10-15 ปี ให้เอ็กโก

     อย่างไรก็ตาม คุณสหัสเล่าให้ฟังการทำงานที่เอ็กโกว่า "จุดแรก มองที่ตัวบริษัทก่อน ต้องทำให้บริษัทเจริญให้ได้ แล้วทุกอย่างที่อยู่ภายใต้ร่มนี้จะเจริญตามมาโดยอัตโนมัติ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ทำคือ เปิดประตูให้เอ็กโก ให้คนเห็นว่าเอ็กโก กรุ๊ป เป็นสุภาพบุรุษ มีเงินทอง มีอะไรที่น่าเจรจาธุรกิจด้วย พอเปิดประตูแล้วมีคนเข้ามาเจรจากับเราเยอะๆ เราก็จะมีโอกาสเลือกมากขึ้น สิ่งที่เราจะทำต่อก็คือ พยายามจับสิ่งที่เข้ามาให้อยู่

      และยังบอกอีกว่า เราต้องถามตัวเองว่าเราเข้ามาทำงานเพื่อทำอะไร ถ้าคิดว่าเราเข้าไปเพื่อทำให้องค์กรดีขึ้น เราก็จะพยายามทำทุกอย่างที่ได้รับมอบหมาย ส่วนมากตั้งแต่เริ่มทำงานมา ไม่ได้คิดว่าทำเพื่อตัวเอง คิดว่าทำเพื่อองค์กรและผู้ปฏิบัติงาน เขาให้ช่วยอะไรเราก็ทำ ดังนั้น ความรู้ก็จะกว้างมาก เพราะมีคนอยากให้ช่วยเยอะ ทุกอย่างเรารู้ว่ามันมีอุปสรรค และระดับความคิดของคนก็ไม่เท่ากัน เขาเห็นเราคิดเก่ง ก็อยากให้เราช่วย พอทำแบบนั้นจนเป็นชีวิตจิตใจแล้ว ก็กลายเป็นว่าที่ทำงานหรือองค์กรนั้นเป็นคนที่เลี้ยงเรา เราก็จะซัพพอร์ตเขาในทุกวิถีทางที่ทำได้ ไม่ได้คิดเรื่องตำแหน่ง ซึ่งในทางพุทธกล่าวว่า "ทำดีย่อมได้ดี"

      คุณสหัส ยังย้ำว่า การทำงานนั้น เราต้อง "ลบกำแพงในหัวใจตัวเอง" เริ่มต้นด้วยการ "ยอมรับ" เช่น ยอมรับฟังแนวคิดของคนอื่นที่เห็นแตกต่างจากเรา และต้อง "เอาใจเขามาใส่ใจเรา" พร้อมกับเล่าต่อว่า โชคดีที่เกิดมาในครอบครัวที่ชีวิตพออยู่ได้และได้รับถูกปลูกฝังไม่ให้ฟุ้งเฟ้อ ตอนเรียนชั้นประถม ได้เงินไปโรงเรียนวันละ 2 สลึง แถมข้าวกลางวันก็หิ้วปิ่นโตไปกิน พอมาถึงวัยทำงาน มีตำแหน่งหน้าที่ใหญ่โต มีผลตอบแทนมากขึ้น เงินก็จะเหลือ

      นอกจากนี้คุณสหัสยังแอบกระซิบว่า "ผมใส่เสื้อเชิ้ตขาว ก็จะใส่จนกว่าจะเหลือง ถ้าภรรยาบอกให้เปลี่ยน ถึงจะเปลี่ยน รองเท้าที่ใส่อยู่ก็ใช้จนขาด ถึงเวลาก็ซื้อใหม่ แล้วก็ไม่ได้ซื้อคู่แพงๆ ซื้ออย่างพอใช้ ได้"

       และสุดท้ายคุณสหัสย้ำว่า การทำงานของผมนั้น ไม่ว่า "ไปอยู่ที่ไหนก็ต้องทำประโยชน์ให้ที่นั่นมากที่สุด" คติอีกอย่างคือ ผมพูดได้แค่ 2 ครั้ง ถ้าครั้งที่ 3 ผมไม่พูดแล้ว

       คุณสหัส เล่าว่า โดยส่วนตัวแล้วเป็นคนที่มีวิถีชีวิตส่วนตัวที่เรียบง่าย และมักคิดเสมอว่า มีหน้าที่อะไร ก็ทำหน้าที่นั้นให้ดีที่สุด เพราะไม่อยากทิ้งเวลาไปเฉยๆ โดยเปล่าประโยชน์และไม่ได้ลงมือทำอะไร คติก็คือ จะทำเท่าที่ทำได้ ถ้าไม่มีเวลาพอ ก็ไม่ถึงกับไปเคี่ยวเข็ญ และเล่าต่อว่า หลังเลิกงานก็จะขับรถไปรับภรรยาและลูกที่ทำงาน เดินออกกำลังกายรอบสระน้ำสักครึ่งชั่วโมง แล้วค่อยกลับบ้าน เวลาส่วนใหญ่ในตอนเย็นและวันเสาร์-อาทิตย์ เป็นเวลาที่ผมให้กับครอบครัว ไปช็อปปิ้ง ซื้อของ ดูละครด้วยกัน เล่นเกมคอมพิวเตอร์ ซึ่งก็ไม่ได้หวังว่าจะเอาชนะอะไร เล่นเพื่อความสนุกสนานและผ่อนคลายเท่านั้น จะไม่เอางานต่างๆ กลับมาทำที่บ้าน

      เมื่อถามว่า เคยเหนื่อยหรือท้อหรือไม่ คุณสหัสเล่าว่า ก็มีเป็นระยะๆ เป็นเรื่องปกติของมนุษย์ แต่ก็ใช้ "เวลา" เป็นเครื่องเยียวยาปล่อยไป เดี๋ยวก็หาย เพราะเรามีคติอย่างเดียวว่า "มาทำงาน ก็เอาใจไปไว้ที่งาน" และที่สำคัญเป้าหมายในชีวิตการทำงานของ ผมคือ "มีความสุข แล้วทำให้คนอื่นมีความสุข" แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว

      พร้อมกันนี้ คุณสหัสยังเล่าอีกว่า การทำงานของผมนั้นไม่มีบุคคลต้นแบบที่เป็นแรงบันดาลใจ ไม่เคยยึดใครหรืออะไรเป็นบุคคลต้นแบบ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นเอง มาจากการถูกปลูกฝังเข้ามาในชีวิตโดยไม่รู้ตัว อาจจะโชคดีที่เกิดมาในครอบครัวที่พอ มีพอกิน เลยไม่ได้คิดที่อยากจะรวยหรือต้องเป็นที่หนึ่งตลอดเวลา.

all-2-3

C-Gold

PS

ข่าวล่าสุด