FacebookTwitterGoogle Bookmarks

JBL

DRT

0-3622-4001-8

MT

SBN-Girl

RedBlueDark SmallMediumLarge NarrowWideFluid

สัมภาษณ์พิเศษ

สัมภาษณ์พิเศษ : ต้อนรับน้องใหม่ 'TMC' เข้าซื้อขายวันแรกใน mai 26 ต.ค.นี้

 รายงานโดย ชัชชญา อังคุลี eFinanceThai.com

            ได้ฤกษ์งามยามดี ต้อนรับบริษัทจดทะเบียนน้องใหม่อีก 1 บริษัท ที่จะลงแข่งขันในสนาม mai วันแรก 26 ตุลาคมนี้ ด้วยยอดจองซื้อที่ล้นหลาม สมราคาคุย ของบริษัท ที.เอ็ม.ซี อุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) (TMC) ในราคาหุ้นละ 3.90 บาท จากจุดเริ่มต้นที่มาจากบริษัทแบบครอบครัว โดยมี 'สุรเชษฐ์ กมลมงคลสุขกรรมการผู้จัดการ เป็นทายาทสืบทอดกิจการรุ่นที่ 2

             ด้วยเหตุผลในการเข้าตลาด mai เพราะอยากขยายกิจการเพิ่ม และมองว่าความสำเร็จขึ้นอยู่กับความตั้งใจของผู้บริหาร 'สุรเชษฐ์มองว่า จากนี้ไปการเข้า mai จะทำให้ลูกค้ามั่นใจบริษัทฯ มากขึ้น เงินทุนที่ระดมได้ก็เอามาไว้เตรียมขยายกำลังการผลิต รองรับการเปิด AEC การเข้ามาเป็นบริษัทจดทะเบียน จะทำให้ TMC เติบโตต่อไปได้ในอนาคต

             นี่เป็นเพียงแค่น้ำจิ้มเท่านั้น สำหรับ TMC วันนี้ ทีมงาน eFinanceThai.com เจาะลึกทุกรายละเอียดมาฝากทุกท่านที่เป็นแฟนรายการ Special Interview หลังจากมีโอกาสได้เข้าพูดคุยกับผู้บริหารบริษัท 'สุรเชษฐ์ กมลมงคลสุขกรรมการผู้จัดการ ที่วันนี้จะมาพูดคุยกับเราถึงที่มาที่ไปของ TMC และอนาคตของ TMC นับจากนี้ไป ในรูปแบบของบริษัท มหาชน 

 

***จุดกำเนิดของ TMC

             สำหรับ บริษัท ที.เอ็ม.ซี.อุตสาหกรรม จำกัด เกิดจากการควบรวมกิจการระหว่าง บริษัท ที.เอ็ม.ซี.อุตสาหกรรม จำกัด และ บริษัท ที.เอ็ม.ซี.แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายเครื่องจักร เครน และเครื่องทุ่นแรงในระบบไฮดรอลิค เพื่อใช้ในงานอุตสาหกรรม โดยจำหน่ายให้แก่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ บริษัทผู้ประกอบยานยนต์ และบริษัทผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น 

             โดยสินค้าของบริษัทมี 4 ประเภท ได้แก่ 1.ผลิตภัณฑ์เครื่องเพรสระบบไฮดรอลิค 2.ผลิตภัณฑ์เครนระบบไฮดรอลิค 3.ผลิตภัณฑ์เครื่องทุ่นแรงระบบไฮดรอลิค และ 4.บริการแปรรูปโลหะด้วยเครื่องจักรและซ่อมบำรุงเครื่องจักร

   

*** สัดส่วนยอดขายเป็นอย่างไรบ้าง 

             แม้ว่าสถานการณ์ในยุโรปจะยังไม่ดีขึ้นแต่ก็ไม่ได้กระทบกับบริษัทฯ โดยตรง เนื่องจากตลาดส่งออกของบริษัทฯ ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าในกลุ่มภูมิภาคเอเชีย และสัดส่วนยอดขายที่มาจากต่างประเทศยังคงเพิ่มขึ้นเป็นที่น่าพอใจ โดยปีที่แล้วบริษัทฯ มียอดขายจากต่างประเทศ 6.5% ของยอดขายรวม แต่มาครึ่งแรกของปีนี้สัดส่วนยอดขายจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 14.7% และอีก 85% เป็นยอดขายในประเทศ โดยยอดขายต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นสืบเนื่องมาจากลูกค้ามีความมั่นใจในคุณภาพของสินค้า ทำให้มีการแนะนำและบอกต่อกันไปในต่างประเทศ

              “สาเหตุหลักที่ยอดขายจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น เพราะความมั่นใจในสินค้า บริษัทลูกค้าเราแนะนำต่อกันไป เพราะเวลาเขาสั่งสินค้ากับเรา เราก็ทำให้อย่างดีที่สุด โดยเฉพาะลูกค้าจากญี่ปุ่นจะชอบสินค้าคุณภาพสูง เราก็จะเลือกใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพสูงตามความต้องการของลูกค้าทำให้ได้รับความพึงพอใจและมีการบอกต่อ” นายสุรเชษฐ์ กล่าว

    

*** บริษัทฯ มีแผนระดมทุน เงินที่ได้จะใช้ทำอะไรบ้าง

            ใช้ก่อสร้างโรงงานแห่งที่ 3 โดยคาดว่าจะใช้งบประมาณประมาณ 255 ล้านบาท ซึ่งเฟสแรกจะก่อสร้างต้นปีหน้า ใช้เวลา 6 เดือน หากทุกอย่างเป็นไปตามแผนจะส่งผลให้บริษัทฯ มีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 20% ส่วนเฟสที่ 2 ก็จะแล้วเสร็จประมาณไตรมาสแรกปี 2557 ซึ่งโรงงานแห่งที่ 3 นี้จะก่อสร้างบนเนื้อที่ 23 ไร่ ใกล้กับโรงงานแห่งที่ 2 อยู่ที่จังหวัดชลบุรี

             “เงินจากการระดมทุนจะได้เท่าไหร่ยังไม่ทราบ เพราะเรายังไม่รู้ราคาขาย แต่แผนคือ เราจะใช้ลงทุนก่อสร้างโรงงาน 255 ล้านบาท อีกส่วนหนึ่งใช้ชำระคืนเงินกู้ระยะสั้น และอีกส่วนหนึ่งใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนเพื่อรองรับออเดอร์ที่จะเข้ามามากขึ้นในอนาคต” นายสุรเชษฐ์ กล่าว   

 

*** ภาพรวมของยอดขายปีนี้

            คาดว่าน่าจะเติบโตประมาณ 30% จากปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 679 ล้านบาท โดยครึ่งปีแรกบริษัทฯ มียอดขายแล้ว 436 ล้านบาท และในครึ่งปีหลังบริษัทฯ ก็ยังมี Backlog อีก 422 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะรับรู้รายได้ในปีนี้ทั้งหมด ขณะเดียวกันบริษัทฯ ก็จะรักษาอัตรากำไรขั้นต้น หรือ Gross Margin ให้อยู่ที่ 30% โดยครึ่งปีแรกบริษัทฯ มี Gross Margin 28.9% ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับเป้าทั้งปีที่ตั้งไว้แล้ว จากอดีตที่ Gross Margin อยู่ประมาณ 20% เท่านั้น

             “สาเหตุที่ Gross Margin เราดีขึ้นเนื่องจากต้นทุนของเราถูกลง เนื่องจากปริมาณการใช้เหล็กมีมากขึ้น ทำให้เรามีอำนาจในการต่อรองกับผู้ขายได้ ทำให้ต้นทุนต่ำลง เพราะเราสามารถซื้อตรงกับผู้ผลิตได้เลยจากเดิมซึ่งเราซื้อผ่านตัวแทนจำหน่าย” นายสุรเชษฐ์ กล่าว   

 

*** จำนวนหุ้นเพิ่มทุนที่จะขายในครั้งนี้    

            สำหรับราคาเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชนเป็นครั้งแรก หรือ IPO จำนวน 85 ล้านหุ้น ซึ่งมีมูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท ในราคาหุ้นละ 3.90 บาท โดยหุ้นดังกล่าวจะจัดสรรให้กับพนักงานบริษัทฯ จำนวน 5 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 3.12 บาท คิดเป็นส่วนลดจากราคา IPO 20% และได้เปิดให้นักลงทุนจองซื้อหุ้น IPO เมื่อวันที่  17 - 19 ตุลาคม ที่ผ่านมา  และคาดว่าจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) ได้ในวันที่ 26 ตุลาคม 2555

            'นายสุรเชษฐ์กล่าวต่อว่า  ผู้ร่วมจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายอีก 5 แห่ง ประกอบด้วย บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด  บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) โดยมีบริษัท ฟินเน็กซ์ แอ๊ดไวเซอรี่ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน

 

*** อนาคตของบริษัท

            'สุรเชษฐ์กล่าวว่า ธุรกิจของบริษัทมีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก จากอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ยังเป็นขาขึ้น โดยส่วนหนึ่งของเงินระดมทุนในครั้งนี้ บริษัทจะนำไปสร้างโรงงานแห่งที่ 3 จากปัจจุบันโรงงานทั้ง 2 แห่ง ผลิตเต็ม 100%  ซึ่งไม่เพียงพอกับคำสั่งซื้อที่มีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในส่วนของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เป็นรายได้หลักกว่า 50% ซึ่งมีออเดอร์เข้ามาเป็นจำนวนมาก ส่วนที่เหลือจะใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนและชำระคืนเงินกู้ยืม เพื่อเพิ่มศักยภาพของบริษัทให้มีความแข็งแกร่งและมีอัตราการเติบโตที่ดีในอนาคต ซึ่งในปีนี้บริษัทตั้งเป้ารายได้จะเติบโตไม่ต่ำกว่า 30% 

             สำหรับโรงงานแห่งใหม่แบ่งออกเป็น 2 เฟส โดยเฟส 1 คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในไตรมาส 1/2556  และเฟส 2 คาดว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ภายหลังเฟสที่ 1 แล้วเสร็จ โดยมีพื้นที่ใช้สอย เฟสละ 4,800 ตารางเมตร รวม 2 เฟส 9,600 ตารางเมตร ซึ่งจะทำให้บริษัทสามารถวางแผนผังสายการผลิตได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นและใช้เวลาในการผลิตน้อยลง

all-2-3

C-Gold

PS

ข่าวล่าสุด