FacebookTwitterGoogle Bookmarks

JBL

DRT

0-3622-4001-8

MT

SBN-Girl

RedBlueDark SmallMediumLarge NarrowWideFluid

สัมภาษณ์พิเศษ

eFinanceThai.com สัมภาษณ์พิเศษ :'กฤษณ์ เสสะเวช' กรรมการผู้จัดการใหญ่ป้ายแดงแห่งบสก. กับภารกิจนำองค์กรเข้าตลาดหุ้นไทย  

               จากหน่วยงานที่อยู่เบื้องหลังคอยประคับประคองเศรษฐกิจหลังจากเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งยุคปี 40 บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัดหรือ บสก.(BAM) ปัจจุบันบสก.ได้อยู่ระหว่างแต่งตัวเพื่อเตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทยในช่วงปลายปี2556 ซึ่งนำโดยคุณกฤษณ์ เสสะเวช กรรมการผู้จัดการใหญ่คนใหม่ที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งในวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมาตามมติของคณะรัฐมนตรี(ครม.) และบทสัมภาษณ์ต่อไปนี้จะได้รับทราบถึงมุมมองแนวคิดต่างๆ ก่อนนำองค์กรเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยในอนาคต ส่วนรายละเอียดจะเป็นอย่างไรนั้นไปติดตามในสัมภาษณ์พิเศษจากสำนักข่าว eFinanceThai.com

 

*** หลังจากเข้ารับตำแหน่งได้วางแนวทาง บสก.ภายหลังจากนี้อย่างไรบ้าง

               ขณะนี้ยังมีความเป็นห่วงเรื่องการเติบโตของบริษัทเนื่องจากจะมีแผนเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.)ดังนั้นสิ่งที่นักลงทุนจะมองก็คืออัตราการเติบโตทั้งในด้านขนาดของสินทรัพย์และอัตรากำไรที่มีความยั่งยืนเพราะผู้ถือหุ้นจะคำนึงไปถึงเรื่องของผลตอบแทนในการลงทุน โดยธุรกิจบริหารสินทรัพย์ก็เหมือนกับการขายของหากบริหารจัดการก็จะหมดไปและหากในปีนี้หมดไปปีหน้าก็ต้องหามาใส่เติม ซึ่งอยากเห็นการเติบโตขึ้นในทุกๆปี โดยปีที่ผ่านมาเราค่อนข้างทำได้แม้อาจจะไม่โตในแง่ของสินทรัพย์ที่ขนาดใหญ่ขึ้น แต่สิ่งที่บริษัทฯได้บริหารไปเราก็หามาเติมทำให้สินทรัพย์ไม่ได้น้อยลงซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการดำเนินงานแม้ว่าบริษัทจะเข้าหรือไม่เข้าในตลาดหลักทรัพย์ก็ตาม

               'อยากให้รัฐบาลซึ่งเป็นผู้นำเห็นความสำคัญขององค์กรณ์ที่มีหน้าที่บริหารสินทรัพย์เป็นองค์กรหลักที่ช่วยเสริมสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ(NPL)ที่จะเกิดขึ้นในระบบเพื่อไม่ให้เป็นภาระกับธนาคารพาณิชย์'

 

***ทิศทางการเติบโตบสก.จะทำอย่างไรให้มีความยั่งยืน

               หากจะพิจารณาตัวเลขการเติบโตก็ตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องโตปีละ 10% ทั้งในแง่ของขนาดสินทรัพย์และอัตรากำไรแม้ว่าขนาดสินทรัพย์มีโอกาสเติบโตได้มากกว่า 15% แต่ก็ประเมินไว้แบบปานกลางที่ระดับ 10% ถือว่าอยู่ในระดับที่ทำได้ หรือในแง่ของอัตรากำไรก็เช่นเดียวกัน เพราะปีที่ผ่านมาบริษัทฯมีกำไรกว่า 2.9 พันล้านบาทปีนี้ก็คาดว่าจะเติบโตได้ประมาณ 10% หรืออยู่ที่ 3.3 พันล้านบาท หากรักษาระดับการเติบโตในระดับนี้ได้หากนำบริษัทเข้าในตลาดหลักทรัพย์จะส่งผลดีต่อสภาพคล่อง เพราะการนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์อย่างเดียวทำได้ไม่ยากแต่จะทำอย่างไรให้หุ้นมีสภาพคล่องซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญ และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือเป็นโอกาสที่จะให้สถาบันการเงินเข้ามาร่วมถือหุ้นบริษัทเพื่อที่สถาบันการเงินจะได้ไม่ต้องบริหารสินทรัพย์เอง โดยมาขายสินทรัพย์บริษัทในลักษณะพันธมิตรซึ่งน่าจะเป็นผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจประเทศ

                'ตอนนี้ยังไม่ได้มีการคุยกับทางแบงก์พาณิชย์แต่เป็นเพียงแค่ไอเดียผมเท่านั้น แต่คิดว่าหลังจากนี้จะค่อยๆพัฒนาไป ซึ่งผมก็คิดว่าเป็นมารยาทยังไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดที่เป็นเรื่องเป็นราวเพราะแบงก์พาณิชย์ก็มีฝ่ายบริหารสินทรัพย์ของแบงก์อยู่แล้ว ซึ่งจะไปบอกให้เลิกทำผมก็ไม่มีสิทธิที่จะไปบอกอย่างนั้น แต่ไม่ได้จำเป็นต้องเลิกโดยความหมายผมสามารถเดินคู่ขนานกันไปได้ ในขณะที่งบดุลบริษัทมีมูลค่าแฝงอยู่เยอะในรูปของสินทรัพย์รอการขายและทุน'

               อนึ่ง ปัจจุบันบริษัทฯ มี NPA ที่ได้รวมกับบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย หรือ บสท. และบวกกับราคาประเมินที่ดินในปัจจุบันจะมีมูลค่าทั้งสิ้น 4 หมื่นล้านบาท และ NPL ที่รวมกับ บสท. แล้วอยู่ที่ 3.4 แสนล้านบาท นอกจากนี้ สำหรับผลการดำเนินงานล่าสุด ณ สิ้นเดือน ส.ค. บริษัทฯมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 2.69 พันล้านบาท และมีรายได้ ณ สิ้นเดือน ก.ย.อยู่ที่ 1.05 หมื่นล้านบาท โดยคาดว่าในปีนี้รายได้จะเป็นไปตามเป้าที่ 1.2 หมื่นล้านบาท และมีอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 3.3 พันล้านบาท หรือเติบโต 10% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 2.9 พันล้านบาท ซึ่งถือว่าเกินกว่าเป้าหมายเดิมที่ต้นปีคาดว่าจะมีกำไรสุทธิ 3.14 พันล้านบาท

 

***ความคืบหน้าก่อนนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทยเป็นอย่างไร

               ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการจัดหาที่ปรึกษาการเงินโดยบริษัทได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมามาดำเนินการในเรื่องนี้แล้ว คาดว่าจะสามารถประกาศร่างขอบเขตงานในการจัดจ้าง(TOR) ได้ในเร็วๆนี้จากก่อนหน้านี้กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ได้อนุมัติแผนนโยบายของบริษัทในการเข้าตลาดหลักทรัพย์ไปเรียบร้อยแล้ว แต่ก็มีข้อให้สังเกตบางเรื่อง เช่นให้ไปพิจารณาร่าง TOR ให้เรียบร้อยการเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆซึ่งก็ได้ทำไปเกือบจะเสร็จแล้ว โดยในเบื้องต้นได้ประเมินว่าจะสามารถนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์อย่างเร็วสุดประมาณ 14 เดือนข้างหน้าหรือประมาณไตรมาส4 ปี2556

               สำหรับเป้าหมายในการนำบริษัทฯ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อเป็นการบริหารสภาพคล่องในต้นทุนที่ต่ำแต่หากบริษัทฯไม่ได้เข้าตลาดไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินกิจการ แต่วัตถุประสงค์หลักภายหลังการเข้าตลาดแล้วเพื่อพัฒนาศักยภาพ โดยจะมีโอกาสที่จะมีพันธมิตรที่เป็นธนาคารพาณิชย์เข้ามาร่วมถือหุ้น จะทำให้การเติบโตของบริษัทฯมีความยั่งยืนมากขึ้น และจะนำเงินไปจ่ายตั๋ว P/N ที่จะครบกำหนดในปี 58 จำนวน 1.9 หมื่นล้านบาท โดยเป็นการจ่ายเงินเต็มจำนวนหลังจากครบรอบกำหนดที่ต้องการจ่าย 12 ปี ซึ่งปัจจุบันหนี้สินต่อทุนก็อยู่ในระดับต่ำที่ 1.6 เท่า ทำให้ยังมีช่องที่บริษัทฯจะสามารถสร้างภาระหนี้เพื่อขยายกิจการของบริษัทฯ ให้เติบโตได้'

               'คิดว่าไม่ได้มีอุปสรรคอะไรแล้ว แต่เรื่องรายละเอียดของร่าง TOR ไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดเพราะรอให้คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมานั้นได้พิจารณาในวันที่ 1 ต.ค.นี้ก่อนคงจะมีรายละเอียดเพิ่มมากขึ้น'

 

***จะต้องขยายขอบเขตงานให้มากขึ้นหรือไม่

               หากจะมีการขยายขอบเขตงานเพิ่มขึ้นต้องไปแก้กฎหมาย โดยการแก้กฎหมายต้องคำนึงถึงบริษัทบริหารสินทรัพย์ (เอเอ็มซี)อื่นๆ เพราะการแก้ที่บริษัทที่เดียวจะมีผลกระทบกับเอเอ็มซีที่อื่นด้วย ซึ่งอาจจะใช้เวลาโดยให้ทางการพิจารณาถึงผลกระทบข้อดีข้อเสียด้วย แต่หากดำเนินการโดยการแปรรูปบริษัทฯ โดยมีผู้ถือหุ้นที่เป็นพันธมิตรในด้านของอสังหาริมทรัพย์หรือธนาคารพาณิชย์ซึ่งยังอยู่ภายใต้กฏหมายพรก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ แต่เพียงแค่ธปท.ประกาศให้บริษัทดำเนินการบางสิ่งบางอย่างได้ก็สามารถเอื้อประโยชน์ในการทำธุรกิจแล้ว

 

***หน้าตาสถาบันการเงินในใจที่จะเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นและสนับสนุนจุดอ่อนของบสก.

               ธนาคารที่จะเข้ามาร่วมเป็นพันธมิตรนั้นคงจะได้ข้อดีในเรื่องการซื้อNPLและ NPAจากธนาคารแล้วก็ได้เงินสดกลับคืนไป และหากมีสำรองไว้แล้วก็จะกลับไปเป็นกำไรของธนาคารไป ส่วนในแง่ของบริษัทแล้วจะได้ข้อดีในเรื่องของพันธมิตรเพราะในการปรับโครงสร้างหนี้บริษัทก็ต้องการแหล่งเงินกู้ให้กับลูกค้าธนาคารก็มาปล่อยกู้ก็จะทำให้ภาระที่เป็นหนี้เสียของลูกหนี้กลายเป็นหนี้ดีได้ ซึ่งจะทำให้เกิดความแข็งแรงมากขึ้นของศักยภาพการทำธุรกิจ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของธนาคารด้วยว่าจะเห็นความสำคัญของการเข้ามาเป็นพันธมิตรกับบริษัทหรือไม่

 

***มุมมองการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(AEC)มีผลอย่างไรกับบสก.บ้าง

               ด้วยข้อจำกัดธุรกิจคงจะขยายไปต่างประเทศไม่ได้ แต่คิดว่าการเปิดเสรีนี้จะเป็นผลทางบวกจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะมีนักลงทุนหรือผู้ประกอบอาชีพซึ่งเป็นต่างชาติเข้ามาในไทยทำให้เป็นโอกาสที่บสก.จะขายทรัพย์ให้กับนักลงทุนต่างชาติทั้งในประเภทที่อยู่อาศัย โดยปัจจุบันก็ได้พัฒนาเว็บไซต์ที่เป็นภาษาอังกฤษที่คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้ทำให้คาดว่าจะสามารถช่วยขายทรัพย์ได้มากขึ้นจากลูกค้าต่างชาติ

 

***ประเมินการแข่งขันของเอเอ็มซีมีทิศทางอย่างไร

               หน่วยงานเอเอ็มซีของรัฐบาลปัจจุบันมีเหลือแค่ บสก.และ บริษัท บริหารสินทรัพย์ สุขุมวิท จำกัด (sam) ส่วนของเอกชนก็ไม่ได้แข่งขันกันเพราะบริหารสินทรัพย์ที่รับมาจากบริษัทแม่อีกที ซึ่งการแข่งขันรับซื้อไม่ได้แย่งกัน โดยเฉพาะการเข้าประมูลซื้อของ บสก.และ SAM มองว่าดีต่อระบบเพราะเป็นราคาที่ยุติธรรมและสูงที่สุด ดังนั้นจึงไม่อยากเรียกว่าการเเข่งขันแต่เป็นการส่งเสริมซึ่งกันและกันมากกว่าแต่สิ่งที่คิดว่าเป็นผู้แข่งขันจะเป็นกลุ่มอสังหาฯมากกว่าซึ่งเป็นสินทรัพย์ NPA และการแข่งขันบริษัทแข่งขันในตลาดรองไม่ได้แข่งขันกับตลาดระดับบนหรือเรียกว่าตลาดมือสองเพราะพอร์ตของบริษัทเป็นที่ดินเปล่าประมาณ 60% ซึ่งจะไม่เหมือนกับแลนด์แอนเฮ้าส์ที่ขายคอนโด ซึ่งบริษัทจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของผู้ที่มีรายได้ไม่มากโดยต้องการอยากซื้อที่ดินเพื่อไปลงทุนหรือบ้านมือสองที่มีคุณภาพก็ต้องคิดถึงบสก.

       'ปัจจุบันก็กำลังคิดอยู่ว่าจะนำสินทรัพย์แบ่งเป็นแต่ละประเภทเพื่อทำการตลาดเจาะกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน ซึ่งปัจจุบันก็มีคอนโดอยู่กว่า 1 พันยูนิตแต่ก็จะได้ของธอส.มาอีก 4พันยูนิตแต่ตัว 4 พันยูนิตนี้จะต้องเข้ากระบวนการทางศาลก่อนไม่ใช่ได้มาเป็นNPAแต่จะทยอยเข้ามาซึ่งจะทำกลยุทธ์ขายทอดตลาดต่อไป'

 

***ดีลล่าสุดที่กำลังเจรจาซื้อสินทรัพย์จากสถาบันการเงิน          

               ปัจจุบันบริษัทได้อยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ หรือ NPL จากธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) มูลค่าประมาณ1 หมื่นล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะเจรจาและรับซื้อโอน NPL ได้แล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้ โดย NPL ของ ธอส.จะเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ส่วนของ BAY จะเป็นกลุ่มลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME   

               อนึ่ง บสก.ได้จัดตั้งขึ้นตามแผนฟื้นฟูระบบสถาบันการเงินของกระทรวงการคลัง ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2541 ซึ่งมีทุนจดทะเบียน 54,700 ล้านบาท ต่อมาลดทุนจดทะเบียนลงจากมูลค่าหุ้นละ 100 บาท เหลือหุ้นละ 25 บาท ทำให้ปัจจุบัน บสก.คงเหลือทุนจดทะเบียน 13,675 ล้านบาท โดยมีวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งเพื่อบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของ ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) (BBC) ซึ่ง บสก. ได้จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยให้ประกอบกิจการเป็นบริษัทบริหาร สินทรัพย์ ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2542 มีสถานภาพเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการ เงินเป็นผู้ถือหุ้นโดยตรงของบริษัท

all-2-3

C-Gold

PS

ข่าวล่าสุด