FacebookTwitterGoogle Bookmarks

JBL

DRT

0-3622-4001-8

MT

SBN-Girl

RedBlueDark SmallMediumLarge NarrowWideFluid

สภาพัฒน์ฯ สศช.

สภาพัฒน์ หั่นเป้าจีดีพีปีนี้เหลือโต 3.8-4.3% จากเดิมคาดโต 4.2-5.2% ส่วนจีดีพี Q2/56 โตเพียง 2.8% เหตุบริโภค-ส่งออกชะลอตัว

     สภาพัฒน์ หั่นเป้าจีดีพีปีนี้เหลือโต 3.8-4.3% จากเดิมคาดโต 4.2-5.2% หลังจีดีพี Q2/56 วูบเหลือโต 2.8% ลดลงจากไตรมาสก่อนที่โต 5.4% ตามแนวโน้มการบริโภค-ส่งออก ชะลอตัว ส่งผลหั่นส่งออกทั้งปีเหลือโตแค่ 5.0% นำเข้าเหลือโต 6.5% เกินดุลลดลงเหลือ 5.5พันล้านดอลล์ พร้อมชี้แนวโน้มเงินเฟ้อชะลอตัว คาดทั้งปีอยู่ที่ 2.3-2.8%

      นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า สภาพัฒน์ได้ปรับลดผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศปี 2556 ลงเหลือ 3.8-4.3%จากเดิมที่คาดโต 4.2-5.2% เนื่องจากเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 โตเพียง 2.8% ประกอบกับแนวโน้มการบริโภคภายในประเทศเริ่มชะลอตัวลง              

       ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 20 พ.ค. ที่ผ่านมา สภาพัฒน์ปรับลดประมาณการจีดีพีปี 56 ไปครั้งหนึ่งแล้วจากคาดว่าจะเติบโต 4.5-5.5% เหลือเติบโต 4.2-5.2%               

       ขณะที่ภาคการส่งออกช่วงครึ่งปีแรกอัตราการขยายตัวได้น้อยไม่ถึง 1% โดยประเด็นลบที่กดดันหลักมาจากปัจจัยภายนอกประเทศ โดยเฉพาะการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า ดังนั้นแนวโน้มเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีจะขยายตัวหรือชะลอตัวลง ขึ้นอยู่ที่ภาวะการส่งออกของไทยเป็นหลัก 

       อย่างไรก็ตาม มองว่าการลงทุนในประเทศยังมีส่วนช่วยสนับสนุนการขยายตัวเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีอยู่ ประกอบกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มชะลอตัวลง รวมถึงภาคการท่องเที่ยวเริ่มปรับตัวดีขึ้น คาดว่าทั้งปีนี้จำนวนนักท่องเที่ยวจะแตะที่ระดับ 26 ล้านคน           

     "ปัญหา QE ของสหรัฐฯที่อาจยุติลงเร็วกว่ากำหนดยังถือเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศไทย นอกเหนือจากการบริโภคในประเทศที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง แต่มองว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐจะยังมีส่วนช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลัง ประกอบกับปัจจัยพื้นฐานด้านการลงทุนและความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ยังขึ้นอยู่กับทิศทางการส่งออกของประเทศ แต่เท่าที่มองแนวโน้มสินค้าคงทนถาวร อาทิ รถยนต์สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ จะมีแนวโน้มส่งออกมากขึ้น " นายอาคม กล่าว             

     นายอาคม กล่าวต่อว่า  ในช่วงที่เหลือของปีภาครัฐควรจะต้องมีการเร่งรัดด้านการลงทุนในประเทศ รวมถึงเร่งการเบิกจ่ายงบประมาณปี 56 และเร่งรัดให้เม็ดเงินที่ได้รับการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนให้สามารถดำเนินโครงการลงทุนได้โดยเร็ว รวมถึงเตรียมความพร้อมลงทุนภายใต้แผนบริหารจัดการน้ำและแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เพื่อเพิ่มศักยภาพการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาว

     นอกจากนี้ ยังได้ปรับลดคาดการณ์ตัวเลขการส่งออกในปี 2556 เหลือเติบโต 5.0% จากเดิมที่คาดโต 7.6% ในการประมาณการครั้งก่อน ตามการปรับลดสมมติฐานการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกจากเดิม 3.6%เป็น 3.3% ส่งผลให้ปริมาณการส่งออกสินค้าโตต่ำกว่า 5.0% จากเดิมที่คาดโต 6.1% รวมทั้งการปรับลดสมมติฐานการขยายตัวของราคาสินค้าส่งออกจากเดิมที่คาดโต 1.5% เป็น 0%           

     อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการปรับสมมติฐานด้านจำนวนนักท่องเที่ยวจะส่งผลให้ปริมาณการส่งออกสินค้าและบริการขยายตัวสูงขึ้น           

      สำหรับการนำเข้าสภาพัฒน์ปรับลดเหลือโต 6.5% จากเดิมที่คาดโต 7.6% ในการประมาณการครั้งก่อน ซึ่งมีการปรับลดลงตามสมมติฐานด้านราคานำเข้าที่จากเดิมคาดว่าจะโต 0.5% เป็นลดลง 1.3% อย่างไรก็ตามปริมาณการนำเข้าสินค้าปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 7.1% เป็น 7.8% เนื่องจากปริมาณการนำเข้าช่วงครึ่งปีแรกยังขยายตัวในเกณฑ์สูงโต 5.8%

      เช่นเดียวกับตัวเลขการลงทุนรวมปี 2556 ที่ได้ปรับลดลง เหลือเติบโต 6% จากเดิมที่คาดเติบโต7.9% ในการประมาณการครั้งก่อน โดยเป็นการปรับลดลงตามอัตราการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชนจากเดิมที่คาดโต 6.3% เป็นโตเพียง 4% เนื่องจากการลงทุนของภาคเอกชนในช่วงไตรมาสที่ 2 ต่ำกว่าคาดการณ์ ขณะที่การลงทุนของภาครัฐขยายตัว 13.8% เท่ากับการประมาณการในครั้งก่อน            

      ส่วนด้านการอุปโภคและบริโภคในปี 2556 สภาพัฒน์ปรับลดลงเหลือโต 2.6% จากเดิมคาดโต3.2% โดยเป็นการปรับลดตามประมาณการการขยายตัวของการใช้จ่าย การอุปโภคบริโภคภาคเอกชนที่เดิมคาดโต 3.3% ในการประมาณการครั้งก่อนเป็นโตเพียง 2.5% โดยสาเหตุสำคัญมาจากการขยายตัวด้านอุปโภคบริโภคช่วงไตรมาสที่ 2 ที่ต่ำกว่าคาดตลอดจนการปรับสมมติฐานด้านปริมาณการจำหน่ายรถยนต์ในประเทศและการปรับลดสมมติฐานด้านราคาสินค้าส่งออก ส่งผลให้รายได้จากการส่งออกลดลง

      จากการส่งออกและนำเข้าที่ปรับลดลง สภาพัฒน์จึงได้ปรับลดคาดการณ์ดุลการค้าในปี 2556เป็นเกินดุล 5.5 พันล้านดอลลาร์ จาดเดิมที่คาดเกินดุล 8.9 พันล้านดอลลาร์ เช่นเดียวกับดุลบัญชีเดินสะพัดปี2556  คาดว่าจะเกินดุลเพียง 1.2 พันล้านดอลลาร์ จากเดิมที่คาดจะเกินดุล 3.7 พันล้านดอลลาร์

      ด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ สภาพัฒน์ได้ปรับลดคาดการณ์เงินเฟ้อทั่วไปปี 2556 ลงอยู่ที่ 2.3-2.8% จากเดิมคาดอยู่ที่ 2.3-3.3% ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับลดประมาณการราคาสินค้านำเข้า ราคาสินค้าส่งออก และการปรับลดช่วงประมาณการจากร้อยละ 1 เป็นช่วงประมาณการร้อยละ 0.5             

      "มองว่า แรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ และชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือว่าเอื้ออำนวยต่อการดำเนินนโยบายทางเงินแบบผ่อนคลาย และสนับสนุนการฟื้นตัวและการขยายตัวของอุปสงค์ในประเทศ" นายอาคม กล่าว 

      นายอาคม กล่าวต่อว่า สถานการณ์ความไม่สงบในประเทศอียิปต์มีผลกระทบต่อภาพรวมการส่งออกของไทยเพียงเล็กน้อย โดยการส่งออกไปยังประเทศอียิปต์นั้น มีมูลค่าการส่งออกต่ำ อย่างไรก็ตามคาดว่าความไม่สงบเป็นเพียงเหตุการณ์ในประเทศ โดยมองว่ามีผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจในตลาดโลกน้อยเช่นกัน

      "ความไม่สงบในอียิปต์มองว่าเป็นปัญหาทางการเมืองในประเทศ ซึ่งอาจส่งผลต่อการส่งออกไทยเพียงเล็กน้อย เพราะเนื่องจากประเทศไทยมียอดการส่งออกสินค้าไปยังประเทศอียิปต์ต่ำมาก" นายอาคมกล่าว

     สำหรับภาพรวมของเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/56 พบว่า จีดีพีขยายตัว 2.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน เนื่องจากการใช้จ่ายครัวเรือนชะลอตัว การลงทุนชะลอตัว การส่งออกได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกและบาทแข็ง รวมทั้งภาคอุตสาหกรรมหดตัว ขณะที่มีแรงส่งจากภาคการท่องเที่ยวที่ยังขยายตัวสูงต่อเนื่อง              

      ขณะที่ Bloomberg consensus คาดว่า จีดีพีไตรมาส 2/56 จะขยายตัว 3.3% จากช่วงเดียวกันปีก่อนปรับลดลงจากเป้าหมายเดิมที่คาดจะขยายตัว 3.6% ชะลอลงจาก 5.3% ในไตรมาส 1/56

     การส่งออกไตรมาส 2/2556 มีมูลค่า 55,563 ล้านดอลลาร์ ลดลง 1.9% เมื่อเทียบกับไตรมาส1/2556 ขยายตัวอยู่ที่ 4.5% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากความล่าช้าในการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลกและการแข็งค่าของเงินบาท โดยมีสินค้าส่งออกที่ขยายตัวได้แก่ ยานยนต์ เฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วนผลิตภัณฑ์โลหะ  ขณะที่มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตร ที่สำคัญลงลง เช่น ข้าว 14% ยางพารา 16.8% และมันสำปะหลัง 8.3%

     การนำเข้าสินค้าในไตรมาส 2/2556 ติดลบ 3.2% จากไตรมาส 1/2556 โต 7.1% ขณะที่ปริมาณการนำเข้าสินค้าที่สำคัญในทุกหมวด โดยเฉพาะสินค้าวัตถุดิบที่ขยายตัวในอัตราเร่งขึ้น           

     อย่างไรก็ตาม การนำเข้าลดลง 3% ซึ่งเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 ตามการปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันดิบและราคาสินค้าสำคัญในตลาดโลก และการแข็งค่าของอัตราแลกเปลี่ยน  โดยรวมของครึ่งแรกของปี 2556 ในรูปแบบดอลลาร์อยู่ที่ 112,512 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 3.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เมื่อคิดในรูปแบบของเงินบาท มูลค่าการนำเข้าอยู่ที่ 3,335,722 ล้านบาท

      ดุลบัญชีเดินสะพัดไตรมาส 2/2556 ขาดดุล 5,076 ล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบกับการเกินดุล 1,267 ล้านดอลลาร์ ในไตรมาส 1/2556 และการขาดดุล 3,178 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งเป็นผลมาจากการขาดดุลการค้า 497 ล้านดอลลาร์ และการขาดดุลบริการรายได้ปฐมภูมิ และทุติยภูมิ 4,579ล้านดอลลาร์      

     ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไป Q2/2556 อยู่ที่ 2.3 % จาก Q1/2556 อยู่ที่ 3.1 % เป็นผลมาจากการชะลอตัวของราคาพลังงาน โดยดัชนีในหมวดที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มเพิ่มขึ้น 1.5% ชะลอตัวลง 2.5% ในไตรมาสก่อนหน้าตามการปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกและการชะลอตัวลงของอุปสงค์ในประเทศ ได้แก่ การชะลอตัวของราคาผักและผลไม้ และราคาอาหารสำเร็จรูปทั้งอาหารบริโภคในบ้าน และอาหารบริโภคนอกบ้าน           

     อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 1% ชะลอตัว 1.5% ในไตรมาสก่อนหน้า รวมครึ่งแรกปี 2556 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 2.7% และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 1.2%

สภาพัฒน์ เผย GDP ไตรมาส 2/56 โต 2.8% การใช้จ่าย-ลงทุนชะลอ ส่งออกรับผลกระทบ

     สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สภาพัฒน์)แถลงว่า เศรษฐกิจไตรมาส 2/56 ขยายตัว 2.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการใช้จ่ายครัวเรือนชะลอตัว การลงทุนชะลอตัว การส่งออกได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกและบาทแข็ง รวมทั้งภาคอุตสาหกรรมหดตัว ขณะที่มีแรงส่งจากภาคการท่องเที่ยวที่ยังขยายตัวสูงต่อเนื่อง

      อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับไตรมาส 1/56 ถือว่าเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 2/56 หดตัว แต่ช้าลง โดยเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกหดตัว 0.3% เทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

     ทั้งนี้ เศรษฐกิจไตรมาส 1/56 ขยายตัว 5.4% ส่วนในช่วงครึ่งปีแรกเศรษฐกิจไทยขยายตัว 4.1%

     สภาพัฒน์ ระบุว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/56 ชะลอตัวจากไตรมาสก่อนหน้า โดยการขยายตัวด้านการใช้จ่าย มีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน แม้ว่าจะชะลอตัวลงจากไตรมาสก่อนหน้าตามฐานที่สูงขึ้น ในขณะที่การส่งออกหดตัวเนื่องจากได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกและการแข็งค่าของเงินบาท การขยายตัวในด้านการผลิต มีปัจจัยสนับสนุนสำคัญ จากสาขาการโรงแรมและภัตตาคาร อสังหาริมทรัพย์ การค้าปลีกค้าส่ง และการเงิน ในขณะที่สาขาอุตสาหกรรมหดตัวตามภาคการส่งออก

     การใช้จ่ายภาคครัวเรือน ขยายตัว 2.4% ชะลอตัวลงจาก 4.4% ในไตรมาสก่อน ตามฐานการขยายตัวที่สูงขึ้นและการลดลงของแรงส่งจากมาตรการคืนภาษีรถยนต์คันแรก โดยค่าใช้จ่ายในสินค้าคงทนชะลอตัวลงตามการชะลอตัวของการจำหน่ายรถยนต์นั่งจากการขยายตัว 121.8% ในไตรมาสก่อน เป็น 5.2% ในไตรมาสนี้ ในขณะที่ปริมาณการจำหน่ายจักรยานยนต์หดตัว 8.1% เช่นเดียวกับ การบริโภคสินค้าในหมวดอื่นๆ ซึ่งขยายตัวในอัตราที่ชะลอตัวลงตามรายได้เกษตรกรที่ยังฟื้นตัวอย่างช้าๆ และการลดลงของรายได้จากการส่งออกในรูปเงินบาท ในขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ระดับ 72.8 ลดลงจากระดับ 73.8 ในไตรมาสก่อนหน้า เฉลี่ยครึ่งแรกของปี การใช้จ่ายภาคครัวเรือนขยายตัว 3.4%

      การลงทุนรวม ขยายตัว 4.5% เทียบกับการขยายตัว 5.8% ในไตรมาสก่อน เนื่องจากฐานที่สูงของการลงทุนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร โดยการลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 1.9% ชะลอลงจากที่ขยายตัว 2.9% ในไตรมาสก่อน ตามการชะลอตัวของการลงทุนในเครื่องมือเครื่องจักรและการก่อสร้างที่ขยายตัว 0.6% และ 7.1% ตามลำดับ

      อย่างไรก็ตาม การลงทุนใหม่มีแนวโน้มขยายตัวในเกณฑ์ดี สะท้อนจากยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่าน BOI ที่เพิ่มขึ้น 72% คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุน 358 พันล้านบาท ส่วนการลงทุนภาครัฐขยายตัว 14.8% ชะลอตัวลงจากการขยายตัว 18.8% ในไตรมาสก่อนหน้า เฉลี่ยครึ่งแรกของปีการลงทุนรวมขยายตัว 5.1%

    การส่งออกสินค้า มูลค่าการส่งออกสินค้าเท่ากับ 55,563 ล้านดอลลาร์ สรอ. (1,662,137 ล้านบาท) หดตัว 1.9% เทียบกับการขยายตัว 4.5% ในไตรมาสแรกของปี 56 เนื่องจากได้รับผลกระทบจากความล่าช้าในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและการแข็งค่าของเงินบาท การส่งออกหดตัวทั้งสินค้าอุตสาหกรรมและสินค้าเกษตร สินค้าส่งออกที่ยังคงขยายตัว ได้แก่ ยานยนต์ เฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน ผลิตภัณฑ์โลหะ และเคมีภัณฑ์ ในขณะที่การส่งออกสินค้าเกษตร ที่สำคัญหดตัว เช่น ข้าว ยางพารา และมันสำปะหลัง

     การส่งออกไปตลาดหลัก เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น หดตัว 3.5%, 5.2% และ 6.2% ตามลำดับ ในขณะที่การส่งออกไปยังอาเซียน ฮ่องกง และออสเตรเลียขยายตัว 2.5%, 7.8% และ 16.3% ตามลำดับ

       เมื่อคิดในรูปของเงินบาท มูลค่าการส่งออกลดลง 6.3% เฉลี่ยครึ่งแรกของปี มูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์ สรอ. ขยายตัว 1.2% ในขณะที่มูลค่า การส่งออกในรูปเงินบาทลดลง 3%

      ภาคเกษตรกรรมขยายตัว 0.1% ชะลอตัวจาก 0.8% ในไตรมาสก่อน ตามการหดตัวของผลผลิตข้าวเปลือกนาปรังซึ่งประสบปัญหาภัยแล้ง ในขณะที่ผลผลิตประมงหดตัวเนื่องจากการระบาดของโรคตายด่วนในกุ้ง (Early Mortality Syndrome : EMS) ที่มีผลกระทบต่อการผลิตอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ราคาสินค้าเกษตรขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ไตรมาส โดยเฉพาะราคามันสำปะหลัง กลุ่มไม้ผล ปศุสัตว์ และประมง ส่งผลให้รายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้น 1.8% เฉลี่ยครึ่งแรกของปี ภาคเกษตรกรรมขยายตัว 0.4%

       ภาคอุตสาหกรรมหดตัว 1% เทียบกับการขยายตัว 4.9% ในไตรมาสก่อน สะท้อนจากดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมที่มุ่งเน้นการส่งออก (มีสัดส่วนการส่งออกมากกว่า 60%) หดตัว 13.8% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและเงินบาทแข็งค่า อย่างไรก็ตาม ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมที่มีสัดส่วนการส่งออกระหว่าง 30-60% ขยายตัว 8.6% โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนหลักจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ อัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่เฉลี่ย 63.4% เฉลี่ยครึ่งแรกของปีภาคอุตสาหกรรมขยายตัว 2%

      ภาคการก่อสร้างขยายตัว 5% ชะลอตัวจาก 10.5% ในไตรมาสก่อน เนื่องจากการชะลอตัว ของการก่อสร้างภาครัฐ แต่การก่อสร้างภาคเอกชนขยายตัวดีต่อเนื่อง 7.1% สอดคล้องกับปริมาณ การจาหน่ายปูนซีเมนต์และผลิตภัณฑ์เหล็กที่เพิ่มขึ้น 10.6% และ 22% ตามลำดับ ในขณะที่การก่อสร้างภาครัฐขยายตัว 2.4% เฉลี่ยครึ่งแรกของปี ภาคการก่อสร้างขยายตัว 7.6%

       สาขาโรงแรมและภัตตาคารขยายตัวสูง 14.2% ต่อเนื่องจาก 14.8% ในไตรมาสก่อน สอดคล้องกับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวน 5.9 ล้านคน ขยายตัวเร่งขึ้นเป็น 21.3% จาก 18.9% ในไตรมาสแรก และรายรับจากการท่องเที่ยว 2.78 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.8% ในขณะที่อัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ 60% เฉลี่ยครึ่งแรกของปี สาขาโรงแรมและภัตตาคารขยายตัว 14.5%

                        อินโฟเควสท์

all-2-3

C-Gold

PS

ข่าวล่าสุด