FacebookTwitterGoogle Bookmarks

JBL

DRT

0-3622-4001-8

MT

SBN-Girl

RedBlueDark SmallMediumLarge NarrowWideFluid

สภาพัฒน์ฯ สศช.

สศช.จ่อลดเป้าโตเหลือ 4% ธปท.เปิด 5 ปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจไทย 

     สศช.จ่อลดประมาณการเศรษฐกิจปีนี้ลงเหลือ 4% หลังส่งออกครึ่งปีแรกลดหนัก แต่ยังหวังโครงการรับจำนำข้าวและประหยัดพลังงานช่วยลุ้น ด้าน ธปท.เผย 5 ปัจจัยลบจ่อขย่มเศรษฐกิจให้ต่ำกว่าเป้า

    นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยในงานสัมมนาโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง 2556 จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ว่า การปรับลดประมาณการทางเศรษฐกิจไทยปีนี้ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ลงเหลือ 4.2% และลดมูลค่าการส่งออกขยายตัวลงเหลือ 4% เป็นตัวเลขที่สอดคล้องกับตัวเลขขั้นต่ำของ สศช.แต่เพื่อให้มีความชัดเจนของข้อมูลจะรอตัวเลขเศรษฐกิจในเดือน มิ.ย. และครึ่งปีแรกก่อนจึงจะสามารถบอกแนวโน้มครึ่งปีหลังได้ชัดเจน
     โดย สศช.ประเมินตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไว้ที่ 4.2% และการส่งออกอยู่ที่ 7-9% แต่ช่วง 5 เดือนแรกปีนี้ส่งออกขยายตัวได้เพียง 2% เพราะผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก และค่าเงินบาทที่แข็งค่า ดังนั้น จีดีพีไทยครึ่งปีหลังจึงต้องพึ่งพาการค้าชายแดน และการบริโภคภายในประเทศ ผ่านมาตรการด้านประหยัดพลังงาน และการใช้จ่ายจากภาคชนบท โดยการกระตุ้นผ่านมาตรการทางพลังงานนั้น กระทรวงพลังงาน อยู่ระหว่างการจัดทำแนวทางการลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ที่ใช้พลังงานทางเลือก เช่น โซลาร์เซลล์ สำหรับครัวเรือน และอาคารสำนักงาน

     ขณะที่การใช้จ่ายภาคชนบทนั้น จะกระตุ้นผ่านโครงการรับจำนำข้าว ในช่วงเดือน ต.ค.จนถึงต้นปีหน้า แม้ว่าอาจมีการปรับลดราคารับจำนำลงไปบ้าง แต่เชื่อว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจภาคการเกษตรได้ แต่ทั้งนี้ เชื่อว่าการบริโภคในประเทศคงไม่สามารถทดแทนมูลค่าจากภาคการส่งออกได้หมด ดังนั้นผู้ส่งออกจึงต้องเร่งออกไปหาตลาดใหม่ๆ ด้วยเพื่อให้การส่งออกขยายตัวได้ตามเป้าหมาย ทั้งนี้ นายปรเมธี วิมลศิริ รองเลขาธิการ สศช. กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังชะลอตัวลง และคาดว่าปีนี้น่าจะขยายตัวเพียง 4% เท่านั้น

     ด้านนายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ยังมีปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ ธปท.ติดตาม และมีความเป็นห่วงว่าจะเป็นปัจจัยลบให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำกว่าประมาณการในระยะต่อไป 5 ประเด็น ประกอบด้วย 1.หนี้ครัวเรือนที่เร่งตัวขึ้นมาก โดยไตรมาสที่ 1 ที่ผ่านมา สัดส่วนรายจ่ายในการชำระหนี้ต่อรายได้เฉลี่ยต่อภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 33.8% ต่อรายได้รวม ทำให้ต้องติดตามความสามารถการชำระหนี้ของภาคครัวเรือนโดยเฉพาะผู้มีรายได้ต่ำอย่างต่อเนื่อง 2.ติดตามการใช้จ่ายของประชาชนในช่วงนี้ซึ่งอยู่ในระยะพักฐานเพื่อรอการลดภาระหนี้เดิม และรอรายได้ที่เพิ่มขึ้น ว่าจะสามารถกลับมาใช้จ่ายอีกครั้งเมื่อไร โดย ธปท.คาดว่า ประชาชนมีการใช้จ่ายจะเริ่มอีกครั้งในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ แต่ก็มีความเป็นไปได้เช่นกันที่การพักฐานอาจจะนานกว่าที่คาด

3. ธปท.ติดตามรายจ่ายในโครงการบริหารจัดการน้ำฯ 3.5 แสนล้านบาทที่ชะลอออกไป โดย ธปท.คาดว่าในปีนี้จะมีเงินจากโครงการดังกล่าวเบิกจ่ายเพียง 19,000 ล้านบาท แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่โครงการดังกล่าวจะล่าช้ากว่าที่คาดไว้  ส่วนประเด็นที่ 4 คือ การติดตามผลกระทบจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนต่างประเทศที่จะผันผวนมากกว่าที่เป็นอยู่ โดยพบว่า เงินทุนทั่วโลกจะอยู่ในภาวะช็อกบ่อยครั้งขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจหลักยังเปราะบาง ขณะที่การเชื่อมโยงระหว่างประเทศมีมากขึ้น ทำให้ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากประเทศหนึ่งไปยังอีกภูมิภาคหนึ่งอย่างรวดเร็ว และเม็ดเงินทุนเคลื่อนย้ายมีขนาดใหญ่ขึ้นทำให้ผลที่เกิดขึ้นค่อนข้างรุนแรง ซึ่ง ธปท.ได้เตรียมการรับมือเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง

     ส่วนปัจจัยด้านที่ 5 คือ ประเทศไทยกำลังมีปัญหาด้านแรงงาน ทั้งในด้านปริมาณที่ไม่เพียงพอ และผลิตภาพของแรงงานที่ชะลอตัวลง ขณะที่อัตราการเกิดของประเทศยังอยู่ในระดับต่ำ และการเข้าสู่ตลาดแรงงานอยู่ในอัตราที่สูงมากอยู่แล้ว ขณะเดียวกัน แรงงานที่เคลื่อนย้ายจากภาคที่มีผลิตภาพต่ำไปสู่แรงงานที่มีผลิตภาพสูงหยุดไป ขณะที่แรงจูงใจภาคเอกชนให้ลงทุนเพื่อพัฒนาเทคโนโลยียังไม่เพียงพอ จึงควรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้โดยเร็ว

     ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท.กล่าวต่อว่า กราฟของการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่ ธปท.จัดทำขึ้น พบว่า เบ้ตัวไปในทางลบหรือลดลง จาก 4.2% ซึ่งเป็นประมาณการล่าสุดที่ประกาศในวันศุกร์ที่ 19 ก.ค.ที่ผ่านมา มากกว่าทางที่จะบวกเพิ่มขึ้น ซึ่งหากประเด็นเหล่านี้เป็นไปในทิศทางลบ การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยก็อาจจะต่ำลงกว่าที่คาดไว้ได้.

ที่มา : www.thairath.co.th

all-2-3

C-Gold

PS

ข่าวล่าสุด