FacebookTwitterGoogle Bookmarks

JBL

DRT

0-3622-4001-8

MT

SBN-Girl

RedBlueDark SmallMediumLarge NarrowWideFluid

สภาพัฒน์ฯ สศช.

วันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 36 ฉบับที่ 12855 มติชนรายวัน

 

สภาพัฒน์จุก'บาทแข็งลดเป้าศก. ส่งออกวูบ 1.88 แสนล. จับตาสงครามค่าเงิน โต้งเร่งใช้จ่ายภาครัฐ พณ.ถกคุม"จานด่วน"

            สภาพัฒน์ฯแถลงศก.ไทยไตรมาสแรกโตต่ำกว่าเป้า แต่ความเชื่อมั่นผู้บริโภคพุ่งในรอบ 6 ปี "โรงแรม-ภัตตาคาร"ขยายตัวดี ชี้บาทแข็งทำรายได้ส่งออกหาย 1.88 แสนล้าน แนะกนง.ดูนโยบายดอกเบี้ย คุมเงินไหลเข้า

 

สศช.เผยศก.ไทยโตต่ำกว่าเป้า

      นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรก และแนวโน้มปี 2556 เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ว่า เศรษฐกิจในไตรมาสที่ 1 ปี 2556 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2555 ขยายตัว 5.3% แต่เมื่อปรับฤดูการส่งออกและนำมาเทียบกับไตรมาสที่ 4 ของปี 2555 ปรับตัวลดลง 2.2% แสดงให้เห็นถึงรายได้ประเทศที่ลดลงแม้เศรษฐกิจจะโตขึ้น แต่โตต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ จึงส่งผลให้ สศช.ต้องปรับเป้าเศรษฐกิจทั้งปี 2556 จากเดิม 4.5-5.5% ที่มีสมมติฐานค่าเงินที่ 29-30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เป็น 4.2-5.2% ในค่าเงินปัจจุบันที่ 28.8-29.8 บาทต่อดอลลาร์

      "ขณะที่การส่งออกในไตรมาสแรกมีมูลค่าการส่งออกสินค้า 56,181 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวเพียง 4.5% เมื่อเทียบกับการส่งออกในไตรมาสที่ 4 ของปี 2555 ที่มีอัตราเฉลี่ย 1.4% เนื่องจากเพิ่งฟื้นตัวจากน้ำท่วม แต่เมื่อเปลี่ยนมูลค่าการส่งออกโดยคิดเป็นอัตราเงินบาทจะขยายตัวเพียง 0.5% เท่านั้น สศช.เห็นว่าการส่งออกยังขยายตัว แต่ยังต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ดังนั้นโอกาสส่งออกทั้งปีที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้า 9% และ สศช.ตั้งเป้าที่ 11% จึงมีความเป็นไปได้น้อยลง" นายอาคมกล่าว

 

ความเชื่อมั่นผู้บริโภคพุ่งรอบ 6 ปี

       นายอาคมกล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมในไตรมาสที่ 1 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันขยายตัว 4.8% ตามปกติ แต่อุตสาหกรรมที่มีปริมาณส่งออกมากกว่า 60% หดตัว 5.4% สอดคล้องกับการส่งออกที่ขยายตัวต่ำกว่าคาดการณ์ ขณะที่ภาคเกษตรกรรมขยายตัว 0.5% สาขาโรงแรมและภัตตาคารขยายตัวได้ดีที่ 14.8% สำหรับการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2555 พบว่าขยายตัว 4.2% มีปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการคืนภาษีรถคันแรก แต่จะมีปัญหาการบริโภคในประเทศในไตรมาสที่ 3 และ 4 เนื่องจากส่งมอบรถครบตามจำนวน

        "ขณะที่ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวสูงขึ้นติดต่อกัน 5 ไตรมาส และสูงที่สุดในรอบ 6 ปี อยู่ที่ 73.8% ส่วนการลงทุนรวมขยายตัว 6% แต่ชะลอลงเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 4 โดยภาครัฐลงทุนขยายตัว 18.8% เนื่องจากนำเข้าเครื่องบินของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) 2 ลำ ส่วนภาคเอกชนชะลอขยายการลงทุน 3.1% และลดลงจากไตรมาสที่ 4 ของปี 2555" นายอาคมกล่าว

        นายอาคม กล่าวอีกว่า ในขณะนี้เศรษฐกิจไทยยังมีแรงส่งจากภาคการท่องเที่ยวที่ยังดีอยู่ แต่ สศช.รู้สึกเป็นห่วงภาคการส่งออกที่คิดเป็น 70% ของจีดีพี (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) ที่เริ่มมีความเสี่ยง เพราะเศรษฐกิจโลกและยุโรปฟื้นตัวช้า และมีสงครามการเงินระหว่างค่าเงินเยนและดอลลาร์สหรัฐ จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่า ซึ่งไทยยังไม่มีมาตรการทางการเงินออกมาดูแลเลย

 

บาทแข็งส่งออกหาย 1.88 แสนล.

        นายอาคม กล่าวว่า สศช.ได้ประเมินตัวเลขการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาท วัดจากค่าเงินเฉลี่ยปี 2555 ที่เงินบาทอยู่ที่ 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และเมื่อเงินบาทอยู่ที่ 29 บาทต่อดอลลาร์ หรือแข็งค่าขึ้น 2 บาทต่อดอลลาร์ ทำให้มูลค่าการส่งออกหายไป 5.6 แสนล้านบาท ส่วนการนำเข้าที่จะอยู่ที่ 3.7 แสนล้านบาท รวมแล้วรายได้จากการส่งออกจะหายไป 1.88 แสนล้านบาท

        นายอาคม กล่าวอีกว่า เมื่อเทียบอัตราแลกเปลี่ยนในกลุ่มประเทศคู่แข่ง พบว่าเงินบาทแข็งค่ากว่าประเทศมาเลเซีย 2.88% แข็งค่ากว่าประเทศอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ ส่วนประเทศออสเตรเลียนั้นธนาคารกลางเริ่มมีมาตรการดูแลเงินไหลเข้าแล้ว ดังนั้นมาตรการทางการเงินการคลังคงต้องหารือกัน โดยเมื่อเงินไหลเข้าเร็ว ควรใช้มาตรการทางการเงินจะมีความเหมาะสมกว่า และหากสถานการณ์ค่าเงินดีขึ้นก็ปรับเปลี่ยนได้ ส่วนมาตรการการคลังเป็นมาตรการระยะยาว

 

แนะกนง.ลดดบ.คุมเงินเข้า

       "การดำเนินนโยบายดอกเบี้ยเป็นเหมือนวาล์วปิดเปิดน้ำ หากเงินไหลเข้าแรงต้องดูว่าจะปิดเปิดวาล์วอย่างไร โดย สศช.ชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจโลกไม่แน่นอน เศรษฐกิจไทยชะลอตัวลง เงินจำนวนมากจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐต้องหาที่ไป ดูจากประเทศที่มีพื้นฐานเศรษฐกิจดี และการดำเนินนโยบายและมาตรการต่างๆ เข้มงวดเพียงใด หากนโยบายการเงินของเรามีความชะล่าใจจะเป็นช่องโหว่ให้นักลงทุนนำเงินเข้ามา" นายอาคมกล่าว

        นายอาคม กล่าวอีกว่าในส่วนอัตราค่าเงินเฟ้อที่อยู่ที่ 3% ยังรับได้ ซึ่งถือเป็นประเด็นรอง โดยประเด็นหลักควรดูเรื่องสงครามค่าเงินที่มีผลต่อไทย ส่วนการลดดอกเบี้ย ต้องดูตัวเลขจีดีพี 5.3% ว่ามาจากที่ใด การส่งออกที่ไม่เป็นไปตามเป้าน่าจะแสดงว่าอาการไม่ค่อยดี และเข้าใจว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) น่าจะให้น้ำหนักเรื่องภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัว ซึ่งการลดดอกเบี้ยในอัตราที่เหมาะสม จะต้องมีผลต่อตลาดเงิน แต่ก็ไม่สามารถระบุได้ว่าจะต้องลด 1% หรือ 0.25%

                "การดำเนินนโยบายการเงินนั้นเพื่อแสดงให้เห็นว่าไทยไม่ใช่หมูที่นักลงทุนจะมาฉวยโอกาสได้ แต่หากนิ่งไปจะกลายเป็นหมูแน่นอน ในการประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สศช.ประเมินว่าการลดดอกเบี้ยที่จะสร้างผลกระทบค่อนข้างแรงสูงสุดจะอยู่ที่ 1% แต่หากลดดอกเบี้ยที่ 0.25% จะน้อยไป ซึ่งหากปรับลดดอกเบี้ยธนาคารพาณิชย์ต้องปรับตัว แต่เป้าการส่งออกจะกลับมาที่ 9% ตามที่กระทรวงพาณิชย์วางไว้" นายอาคมกล่าว

 

โต้งรับหนักใจ-แต่ไม่ลดเป้า

         นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ยังไม่ปรับประมาณการขยายตัวของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี)ปี 2556 ที่ตั้งไว้ 5.3% แม้ว่าการประกาศตัวเลขจีดีพีไตรมาสแรก ของ สศช.จะต่ำกว่าประมาณการก็ตาม โดยต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำงานให้หนักขึ้น เพื่อให้จีดีพีขยายตัวได้ตามเป้าหมาย ต้องดูปัจจัยต่างๆ ให้รอบคอบ และเร่งประสานงานร่วมกันทุกด้านทั้งกระทรวงพาณิชย์ต้องหาตลาดใหม่เพื่อให้การส่งออกโตได้ 7.5% หรือ 9% จากที่ไตรมาสแรกโตเพียง 4.77% เท่านั้น และยังเป็นในรูปเงินดอลลาร์หากเทียบเป็นเงินบาทก็ยิ่งโตลดลง

        "ในช่วงที่เหลือของปียังหนักใจว่าจะไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ หากไม่ทำอะไร และที่ยังไม่ปรับเป้าหมายตัวเลขทั้งปีลง เพราะจะง่ายเกินไป แต่ต้องการให้ทุกฝ่ายเห็นแก่ส่วนรวม ช่วยกันแก้ปัญหาต่างๆ จากการประชุมการเร่งรัดการเบิกจ่าย ยังทำได้ตามเป้าหมาย ทั้งงบลงทุนและงบประจำ" นายกิตติรัตน์กล่าว

         ผู้สื่อข่าวถามว่า จะนำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นมาใช้หรือไม่ นายกิตติรัตน์กล่าวว่า การใช้นโยบายการคลังยังเป็นไปตามเป้าหมายเดิม คือปีงบประมาณ 2557 ยังเป็นงบประมาณราคาจ่ายที่ 2.525 ล้านล้านบาท ขาดดุลลดลง ไม่ได้เพิ่มการใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่ประมาณการรายได้ปี 2556 ยังคงเป็นไปตามเป้าหมาย 2.1 ล้านล้านบาท แม้ว่าจะมีบางส่วนที่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นบ้าง แต่โดยรวมยังเป็นไปตามเป้าหมาย ขณะนี้ค่าเงินบาท เริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วง 2-3 สัปดาห์ก่อน ถือเป็นเรื่องที่ดีและไม่ใช่ช่วงเวลาที่จะนำ 4 มาตรการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เสนอมาใช้แต่อย่างใด

 

เร่งทำงานหนักเรียกความเชื่อมั่น

       "แม้ว่าบาทจะนิ่งขึ้น แต่ยังนิ่งนอนใจไม่ได้ ซึ่งการเตรียมมาตรการก็เป็นการบอกว่าไม่อยากให้แข็งค่าขึ้นไปอีก เรื่องนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง ธปท.และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ก็ทำงานตามดุลพินิจอยู่แล้ว 4 มาตรการที่เตรียมไว้ เมื่อถึงเวลาคงใช้ตามความเหมาะสม รวมถึงการตัดสินใจลดดอกเบี้ย แต่เรื่องนี้ผมได้แสดงจุดยืนและเน้นย้ำมาโดยตลอด แต่ไม่อยากไปพูดถึงเรื่องอดีตขอให้มองไปในอนาคตมากกว่า" นายกิตติรัตน์กล่าว

      นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจต้องเร่งทำงาน เพื่อเรียกความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา โดยจะเร่งรัดการใช้จ่ายภาครัฐให้เดินหน้าโดยเร็ว เพื่อให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบ และเป็นตัวกระตุ้นให้ภาคเอกชนมีการลงทุนตาม ส่วนด้านการบริโภคโดยรวมคิดว่ายังไม่จำเป็นที่จะต้องมีมาตรการกระตุ้นพิเศษใดๆ ออกมา เพราะหากสามารถดำเนินการในด้านการส่งออก และการลงทุนให้ดี การบริโภคก็ดีขึ้นตาม

 

คาดเป็นปัจจัยกนง.ลดดอกเบี้ย

        นายเอนริโก ทานูวิทจาย่า นักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารรอยัลแบงก์ออฟสกอตแลนด์ (อาร์บีเอส) กล่าวว่า จากตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปีที่ออกมาเติบโต 5.3% นั้นมองว่าน้อยกว่าที่คาดไว้ที่ 8.4% จะเป็นปัจจัยที่ทำให้การพิจารณาอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ กนง.ที่จะประชุมในวันที่ 29 พฤษภาคม จะให้น้ำหนักกับการเติบโตทางเศรษฐกิจมากขึ้นและแรงกดดันทางเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในกรอบ ทำให้คาดว่า กนง.จะตัดสินใจลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.50% จากที่อยู่ในระดับ 2.75% ในปัจจุบัน นับตั้งแต่ที่เคยปรับลดลง 0.25% เมื่อเดือนตุลาคม 2554 ด้วยเหตุผลที่ต้องการประกันความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอลง อย่างไรก็ตาม จากตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ออกมาแย่กว่าที่คาดทำให้ธนาคารปรับประมาณการเศรษฐกิจของไทยในปีนี้จาก 4.5-5.5% เป็น 4.2-5.2% โดยมีค่ากรณีฐานอยู่ที่ 4.2% ลดลงจาก 5.0%

 

บุญทรงนัดกกร.ถกสินค้าพุ่ง

        น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ สั่งการให้เรียกประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ในวันที่ 21 พฤษภาคม เพื่อติดตามสถานการณ์ภาวะราคาอาหารจานด่วน และสินค้าอุปโภคบริโภค ว่ามีโครงสร้างต้นทุนวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร รวมถึงพิจารณาการใช้มาตรการดูแลภาวะอาหารจานด่วน ซึ่งหลังจากที่มาตรการขอความร่วมมือในการตรึงราคาสินค้าของกระทรวงพาณิชย์หมดลงในเดือนธันวาคม 2555 ก็ใช้การติดตามและขอความร่วมมือผู้ประกอบการในการตรึงราคาสินค้าหรือปรับราคาตามความเหมาะสมกับต้นทุน

        "ขณะนี้มีกระแสเรื่องราคาอาหารแพงขึ้น อ้างเหตุผลต่างๆ เช่น การปรับค่าแรงงาน วัตถุดิบสูงขึ้น การปรับราคาก๊าซหุงต้ม เป็นต้น คงเป็นการหารือว่าจะเตรียมอย่างไรที่จะดูแลภาวะราคาสินค้าและอาหาร เพื่อไม่กระทบต่อประชาชน" น.ส.วิบูลย์ลักษณ์กล่าว

        น.ส.วิบูลย์ลักษณ์กล่าวถึงกรณีกระทรวงคมนาคมจะหารือกระทรวงพาณิชย์ พิจารณาให้แท็กซี่เป็นบริการที่อยู่ในบัญชีควบคุม เพื่อลดปัญหาอัตราค่าเช่ารถแท็กซี่ที่ปรับต่อเนื่องว่า คงต้องรอหนังสือจากกระทรวงคมนาคม และนำเสนอที่ประชุม กกร.พิจารณาว่าจะเห็นชอบให้แท็กซี่เป็นบริการในบัญชีควบคุมหรือไม่ กระทรวงพาณิชย์ถึงจะใช้มาตรการในการกำหนดดูแลให้เป็นธรรมและเหมาะสม

       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กำชับให้นายบุญทรงติดตามสถานการณ์และหาแนวทางดูแลราคาสินค้าโดยเฉพาะอาหารจานด่วน ไม่ให้ฉวยโอกาสปรับราคาขายจนกระทบต่อประชาชน และดูแลสินค้าอุปโภคบริโภคที่กระทรวงพาณิชย์ดูแลติดตามกว่า 300 รายการ ว่าสินค้าใดควรปรับลดจากค่าบาทแข็ง และสินค้าใดที่ขยับราคาเหมาะสมหรือไม่ ทำให้นายบุญทรง เรียกประชุม กกร.ด่วน ก่อนดินทางไปประเทศญี่ปุ่นวันที่ 22-25 พฤษภาคม

 

@ 'เพ้ง'แจงตรึงก๊าซหลังถกครม.

       นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงนโยบายการปรับโครงสร้างราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ภาคครัวเรือนที่ตามมติของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) กำหนดกรอบตรึงราคาไว้ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม ว่า ยังไม่ขอตอบอะไร

       ผู้สื่อข่าวถามว่า จำเป็นต้องขยายกรอบเวลาตรึงราคาออกไปหรือไม่ เนื่องจากสวนดุสิตโพลแจ้งว่าสำรวจผู้ค้าหาบแร่ แผงลอยได้ราว 2 แสนรายจากเป้าหมาย 5 แสนราย นายพงษ์ศักดิ์กล่าวว่า ขอตอบและชี้แจงวันที่ 21 พฤษภาคม หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)

 

นัดสวนดุสิตโพลหารือ 21 พ.ค.

         ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการประชุมคณะอนุกรรมการบรรเทาผลกระทบจากการปรับราคาแอลพีจีภาคครัวเรือน ที่มีนายณอคุณ สิทธิพงศ์ ปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธาน ใช้เวลานานกว่า 4 ชั่วโมงในการพิจารณา

        นายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า ที่ประชุมยังไม่มีข้อสรุปเรื่องแนวทางการปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) เนื่องจากเจ้าหน้าที่จากสวนดุสิตโพลยังไม่เข้าให้ข้อมูล และการพิจารณาขยายกรอบตรึงราคาออกไปหรือไม่ เป็นเรื่องที่จะต้องเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ที่มีนายพงษ์ศักดิ์เป็นประธานก่อน

       นายสุเทพ กล่าวว่า ทั้งนี้ในการประชุมได้หารือถึงแนวทางการใช้ระบบไอทีเข้ามาช่วยเก็บข้อมูลเพื่อให้ข้อมูลแม่นยำและถึงตรงผู้ได้รับความช่วยเหลือ ในวันที่ 21 พฤษภาคม จะหารือคณะทำงานของสวนดุสิตโพลอีกครั้งเพื่อพิจารณาข้อมูลร่วมกัน

 

สภาพัฒน์ออกโรงชน ธปท. จี้ลดดบ.ส่งออกหด 5.6 แสนล.

        แนวหน้า : นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการสภาพัฒน์ เปิดเผยว่า สิ่งสำคัญในการบริหารนโยบายเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้ ต้องดำเนินการเรื่องนโยบายการเงินให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการดูแลอัตราแลกเปลี่ยนให้มีความเหมาะสม หากคำนวณผลกระทบในรูปของค่าเงินบาทจากเดิมอยู่ที่ 31.08 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เป็น 29 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ จะทำให้รายได้การส่งออกหายไปกว่า 561,000 ล้านบาท แต่ทำให้ต้นทุนนำเข้าสินค้าลดลงกว่า 379,000 ล้านบาท ทำให้ตัวเลขเกินดุลลดลงกว่า 181,000 ล้านบาท

        ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรหามาตรการดูแล และป้องกันค่าเงินที่ไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นและพันธบัตรที่สูงกว่าปกติ แม้ขณะนี้ค่าเงินบาทจะอ่อนค่าลงบ้าง แต่เป็นการอ่อนค่าลงจากการออกมาตรการคิวอีของญี่ปุ่น หรือสงครามค่าเงินของญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ ไม่ได้อ่อนค่าลงจากมาตรการการดูแลของภาครัฐ ดังนั้นจึงเห็นว่าการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงจึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในการดูแลเงินทุนไหลเข้า โดยต้องลดดอกเบี้ยในอัตราที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดผลและแสดงให้นักเก็งกำไรค่าเงินเห็นว่า ประเทศไทยมีมาตรการดูแล ไม่ใช่เข้ามาเก็งกำไรได้ง่าย

       ขณะเดียวกัน สศช. ยังพบว่า มีเงินทุนไหลเข้ามาเก็งกำไรค่าเงินในตลาดพันธบัตรและตลาดทุนต่อไตรมาส อยู่ที่ 4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งสูงกว่าการลงทุนปกติในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ที่มีเม็ดเงินเข้ามาลงทุนระยะยาวต่อไตรมาสอยู่ที่ 5,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ครอบคลุมไปถึงอัตราเงินเฟ้อด้วย และควรเร่งรัดภาคการส่งออก การลงทุน เพื่อชดเชยการใช้จ่ายภาคครัวเรือนที่จะชะลอตัวลงในช่วงไตรมาสที่ 3 และไตรมาสที่ 4 ของปี รวมทั้งการเตรียมบริหารโครงการบริหารจัดการน้ำ และโครงการลงทุน 2 ล้านล้านบาท ที่จะมีเม็ดเงินมหาศาลเข้ามาลงทุนในประเทศไทย

        ทั้งนี้ ปัจจัยเสี่ยงที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด จากเศรษฐกิจโลกและราคาสินค้าในตลาดโลกที่ฟื้นตัวล่าช้า ค่าเงินบาทที่ยังแข็งค่าต่อเนื่อง และแรงส่งด้านการบริโภคที่จะลดลงจากมาตรการรถคันแรก ส่วนปัจจัยบวกที่ต้องติดตาม จากภาคการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังเป็นที่ต้องการในตลาดโลก แรงส่งจากการลงทุนภาคเอกชนต่อเนื่องจากตัวเลขส่งเสริมการลงทุนที่ยังเพิ่มขึ้น และการเบิกจ่ายภาครัฐในช่วงครึ่งปีหลัง

GDP ไตรมาสแรกหด ลดเป้าปีนี้เหลือ 4.2-5.2%

       สศช.ประกาศจีดีพีไตรมาส 1 ขยายตัว 5.3% คาดทั้งปีขยายตัว 4.2-5.2% ต่ำกว่าการคาดการณ์ก่อนหน้า ขณะที่ภาคส่งออกขยายตัวอืด แค่ 4.5% แนะใช้มาตรการเข้มข้นดูแลค่าบาท

        เมื่อวันที่ 20 พ.ค. นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศไตรมาส 1/2556 ขยาย ตัว 5.3% เทียบกับ 19.1% ในไตรมาส 4 ของปี 2555 หดตัว 2.2%

        ภาวะเศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี 2556 ขยายตัว 5.3 มีปัจจัยหนุนจากด้านการใช้จ่าย และผลผลิต ดังนี้ การใช้จ่ายภาคครัวเรือน ขยายตัว 4.2% เทียบกับการขยายตัว 2.9% ในไตรมาสแรกของปี 55 และ 12.4% ในไตรมาสสุดท้ายของปี 55 โดยมีปัจจัยหนุนจากมาตรการคืนภาษีโครงการรถยนต์คันแรก สะท้อนจากยอดจำหน่ายรถยนต์นั่งที่ขยายตัว 121.8% ในขณะที่การใช้จ่ายหมวดอื่นๆ ชะลอตัว ส่วนความเชื่อมั่นผู้บริโภคเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ระดับ 73.8 เพิ่มขึ้นจากระดับ 69.4 ในไตรมาสก่อนเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นติดต่อกัน 5 ไตรมาส และเป็นระดับที่สูงสุดในรอบ 6 ปี

        ด้านการลงทุนรวม ขยายตัว 6.0% เร่งตัวขึ้นจากร้อยละ 5.2 ในไตรมาสแรกของปี 55 แต่ชะลอตัวลงจาก 22.9% ในไตรมาสสุดท้ายของปี 55 โดยการลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 3.1% ชะลอตัวลง 20.9% ในไตรมาสก่อน ส่วนการลงทุนภาครัฐขยายตัว 18.8% เทียบกับ 31.1% ในไตรมาสก่อน โดยไตรมาสนี้มีการนำเข้าเครื่องบินเพื่อการพาณิชย์ของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 2 ลำ มูลค่า 11,943 ล้านบาท ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจอยู่ที่ระดับ 52.2 เพิ่มขึ้นจาก 50.6 ในไตรมาสก่อนหน้า ในขณะที่ยอดการขอส่งเสริมการลงทุนอยู่ที่ 275 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.3%

       ด้านการส่งออก มูลค่าสินค้าส่งออกเท่ากับ 56,181 ล้านดอลลาร์ สรอ. ขยายตัว 4.5% เทียบกับการหดตัว 1.4% ในไตรมาสแรกปี 55 และการขยายตัว 18.2% ในไตรมาสสุดท้ายของปี 55 ซึ่งเป็นการขยายตัวในเกณฑ์ที่ต่ำตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และการแข็งค่าของเงินบาท การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัว 8.1% ในขณะที่การส่งออกสินค้าเกษตรขยายตัว 3.2% สินค้าส่งออกที่ขยายตัวได้แก่ ยานยนต์ (16.8%) เครื่องใช้ไฟฟ้า (13.4%) ผลิตภัณฑ์โลหะ (55.9%) ข้าว (8.6%) และมันสำปะหลัง (34.9%) ทั้งนี้มูลค่าการส่งออกในรูปของเงินบาทขยายตัว 0.5%

        ภาคอุตสาหกรรม ขยายตัวจากฐานที่ต่ำ 4.8% เทียบกับการหดตัว 4.3 ในไตรมาสแรกของปี 55 และขยายตัว 37.0% ในไตรมาสสุดท้ายของปี 55 ภาคเกษตรกรรมขยายตัว 0.5% ชะลอตัวจาก 3.4 ในไตรมาสแรกของปี 55 และ 3.1% ในไตรมาสสุดท้ายของปี 55 และความซบเซาของราคาสินค้าในตลาดโลก ส่งผลให้รายได้เกษตรกรลดลง 2.2%

        สาขาโรงแรมและภัตตาคาร ขยายตัวในเกณฑ์ดี 14.8% เทียบกับการขยายตัว 5.6% ในไตรมาสแรกของปี 2555 และชะลอตัว 25.7 ในไตรมาสสุดท้ายปี 55 จำนวนนักท่องเที่ยวสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 6.8 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้น 18.9% ส่วนภาคการก่อสร้างขยายตัวในเกณฑ์ดี 10.5% เทียบกับการขยายตัวที่ 0.8% ในไตรมาสแรกของปี 55 แต่ชะลอตัวจาก 14.1% ในไตรมาสสุดท้ายของปี 55

        ทั้งนี้ สศช. คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2556 จะขยายตัวที่ 4.2-5.2% ปรับลดจาก 4.5-5.5 ในการประมาณการครั้งก่อนหน้า โดนมีสาเหตุจากเศรษฐกิจในไตรมาสแรกขยายตัวในเกณฑ์ที่ต่ำ รวมทั้งการปรับสมมติฐานด้านอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก และราคาสินค้าส่งออก รวมทั้งความเสี่ยงในครึ่งปีหลังยังอยู่ในเกณฑ์ที่สูง โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าจะขยายตัว 7.6% การบริโภคของภาคครัวเรือน และการลงทุนรวมขยายตัว 3.3% และ 7.9% โดยมีปัจจัยสนับสนุน และปัจจัยเสี่ยงดังนี้

       ปัจจัยสนับสนุน ได้แก่ การปรับตัวดีขึ้นของภาวะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในตลาดโลก การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง และการเบิกจ่ายงบประมาณและการดำเนินการตามแผนการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท และการดำเนินตามแผนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 2 ล้านล้านบาท

       ปัจจัยเสี่ยงและข้อจำกัด ได้แก่ ความล่าช้าในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในครึ่งปีแรก และการฟื้นตัวในครึ่งปีหลังที่นำโดยสหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่นที่ค่าเงินอ่อนลงเมื่อเทียบกับเงินบาท มีแนวโน้มว่าจะไม่สนับสนุนการฟื้นตัวในภาคการส่งออกของไทยในช่วงที่เหลือของปีได้มากนัก นอกจากนี้ยังมีความล่าช้าในการฟื้นตัวของราคาสินค้าในตลาดโลก และการแข็งค่าของเงินบาท ฐานการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เริ่มสูงขึ้นและการลดลงของแรงส่งจากมาตรการคืนภาษีให้กับผู้ซื้อรถยนต์คันแรก มีแนวโน้มจะทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจทั้งปีต่ำกว่าการคาดการณ์ หากการส่งออกต่ำกว่าเป้าหมาย และการเบิกจ่ายงบประมาณภายใต้แผนการลงทุนภาครัฐมีความล่าช้า

        นายอาคม กล่าวอีกว่า ในช่วง 4 ไตรมาสที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในไตรมาสที่ 3-4 เงินทุนเคลื่อนย้ายที่เข้ามาประมาณ 4,500 ล้านเหรียญ/ไตรมาส สะท้อนให้เห็นว่าเม็ดเงินที่เข้ามานี้สูงกว่าปกติ โดยค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังประมาณ 2,200 ล้านเหรียญ/ไตรมาส โดยเม็ดเงินที่เข้ามาเป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมภาคบริการ และการลงทุนในปัจจุบันเป็นการเข้ามาในตลาดทุน ตลาดพันธบัตร ซึ่งเป็นการลงทุนเพื่อหาส่วนต่างจากอัตราดอกเบี้ยระหว่างอัตราดอกเบี้ยประเทศไทยกับต่างประเทศ ฉะนั้นในการดำเนินนโยบายจึงต้องมีมาตรการดูแล ขณะเดียวกันก็ต้องมีการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเรื่องของเงินเฟ้อ แม้ว่าที่ผ่านมาอัตราเงินเฟ้อเราจะชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ต้องดูแลเรื่องราคาสินค้าไม่ให้ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพประชาชน พร้อมกันนี้ต้องมีการบริหารจัดการเศรษฐกิจให้สามารถขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาคการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากบาทแข็งค่า ฉะนั้นจึงต้องมีมาตรการดูแลที่เข้มข้น ทั้งมาตรการทางดอกเบี้ย และมาตรการทางการคลัง

       ขณะเดียวกันก็ต้องเร่งแก้ไขปัญหาและบรรเทาผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท และผลกระทบจากต้นทุนค่าแรง และต้องเร่งรัดการลงทุนภายใต้แผนการบริหารจัดการน้ำ แผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งเร่งรัดแผนการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ด้วย

ที่มา : www.thairath.co.th

all-2-3

C-Gold

PS

ข่าวล่าสุด