FacebookTwitterGoogle Bookmarks

JBL

DRT

0-3622-4001-8

MT

SBN-Girl

RedBlueDark SmallMediumLarge NarrowWideFluid

สภาพัฒน์ฯ สศช.

สภาพัฒน์ หั่นเป้าส่งออก-นำเข้าปี 56 หลังมองแนวโน้มเงินบาทแข็งค่าขึ้นในช่วงครึ่งหลังปีนี้ แต่ยังคงคาดจีดีพีโตตามเป้า 4.5-5.5%

      สภาพัฒน์ หั่นเป้าส่งออก-นำเข้าปี 56 หลังมองแนวโน้มเงินบาทแข็งค่าขึ้นในช่วงครึ่งหลังปีนี้ แต่ยังคงคาดจีดีพีโตตามเป้า 4.5-5.5% ส่วน จีดีพีปี 55 แจ่มโต6.4%โตกว่าคาด 5.5%หลังแรงหนุนการใช้จ่ายครัวเรือน,ลงทุนเอกชน ทำส่งออกQ4/55 โต 18.2 %เพิ่มขึ้นจาก Q3/55 ที่ติดลบ 3.00% 

      นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า สศช. ปรับเป้าการส่งออกสินค้าในปี 2556 เป็นโต 11% จากเดิมที่คาดโต 12.2% โดยเป็นการปรับลดตามสมมติฐานการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก จากเดิมคาดโต 3.9% เป็น 3.8% ในการประมาณการครั้งนี้ รวมไปถึงสมมติฐานด้านอัตราแลกเปลี่ยนจากเฉลี่ย 30-31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เป็นเฉลี่ย 29-30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ปริมาณการส่งออกสินค้าขยายตัว 7% ต่ำกว่าประมาณการครั้งก่อนที่คาดขยายตัว 8% รวมทั้งการปรับลดสมมติฐานการขยายตัวของราคาสินค้าส่งออกจากเดิม 4.2% เป็น 4%

       อย่างไรก็ตาม การปรับสมมติฐานด้านจำนวนนักท่องเที่ยว ส่งผลให้ปริมาณการส่งออกด้านบริการขยายตัวสูงขึ้นกว่าการประมาณการครั้งที่ผ่านมา

       ด้านการนำเข้าสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐในปี 2556 คาดว่าจะขยายตัว 11.3% จากเดิมที่คาดโต 12.4% ในการประมาณการครั้งก่อน ตามการปรับลดการคาดการณ์การเติบโตของภาคการส่งออกและการบริโภคภาคเอกชน ส่งผลให้ความต้องการนำเข้าลดลง รวมทั้งการปรับสมมติฐานด้านราคานำเข้าจากเดิม 3.7% เป็น 3.5% ในการประมาณการครั้งนี้

      ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดในปี 2556 คาดจะเกินดุลราว 3.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ เทียบกับการเกินดุล 2.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2555 ลดลงจากที่เคยประเมินไว้ครั้งก่อนหน้าที่คาดว่าจะเกินดุล 3.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ  เนื่องจากได้ปรับลดการขยายตัวของมูลค่าการส่งออก ที่เร็วกว่าการปรับลดการขยายตัวของมูลค่านำเข้า ส่งผลให้คาดว่าดุลการค้าจะเกินดุล 8.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากประมาณการครั้งก่อนที่คาดว่าจะเกินดุล 13.7 พันล้านเหรียญสหรัฐส่วนอัตราเงินเฟ้อในปี 2556 จะอยู่ในช่วง 2.5-3.5% ใกล้เคียงกับ 3% ในปี 2555 และเป็นการคงประมาณการไว้จากครั้งที่ผ่านมา

      นายอาคม กล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระมัดระวังในปีนี้ คือเรื่องของความผันผวนของตราแลกเปลี่ยนและเงินทุนเคลื่อนย้ายที่มีจำนวนมากขึ้น ภายหลังจากประเทศมหาอำนาจต่างๆได้ใช้มาตรการ QE ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลให้ที่ผ่านมามีเงินทุนเคลื่อนย้ายเข้ามาในประเทศภูมิภาคเอเชียเป็นจำนวนที่สูงมาก

      ' หากเงินลงทุนเข้ามาในรูปแบบการก่อสร้างโรงงาน หรือฐานการผลิตก็จะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศ แต่หากเข้ามาในรูปแบบเก็งกำไร โดยเฉพาะในตลาดหุ้นก็มองว่าไม่ได้เป็นประโยชน์ เพราะเป็นเม็ดเงินที่เข้าเร็ว ออกเร็ว ทำให้จะส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาทของไทยได้ ซึ่งคาดว่าผลกระทบดังกล่าวจะส่งผลให้ทิศทางของค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงในเรื่องของค่าแรงงานที่ปรับสูงขึ้น รวมไปถึงภาวะเศรษฐกิจของประเทศในแถบยุโรปมีการฟื้นตัวล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้นายอาคม กล่าว

      ทั้งนี้แนวทางการบริหารนโยบายในปี 2556 ประกอบไปด้วย การดูแลอัตราแลกเปลี่ยนให้มีการเคลื่อนไหวอย่างมีเสถียรภาพและสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ สกุลเงินในภูมิภาคและประเทศที่เป็นคู่แข่งด้านการส่งออก โดยเฉพาะในช่วงครึ่ง

      หลังของปีเพราะจะมีแรงกดดันจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่มีแนวโน้มสูงขึ้น โดยการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทจะต้องไม่ผันผวนจนเกินไปและต้องสามารถดูแลเศรษฐกิจให้มีการขยายตัวได้ในอนาคตตามเป้าหมายการเติบโตเฉลี่ย 4.5-5.5 ต่อปี และดูแลผู้ประกอบการภาคการส่งออก โดยต้องพิจารณาการใช้เครื่องมือต่างๆอย่างรอบคอบ ซึ่งนโยบายอัตราดอกเบี้ยก็เป็นส่วนหนึ่ง ส่วนการแทรกแซงค่าเงินบาทนั้นก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย รวมไปถึงมาตรการภาษีจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ และชั่งน้ำหนักให้ดีด้วย

      พร้อมกันนี้จะต้องดูแลรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการดูแลราคาสินค้าหลัก เช่น เชื้อเพลิง วัสดุก่อสร้าง วัตถุดิบทางการเกษตร เพื่อลดแรงกดดันด้านต้นทุน รวมทั้งป้องกันความผันผวนในตลาดสำคัญที่มีความอ่อนไหวต่อเงินทุนเคลื่อนย้าย โดยเฉพาะตลาดเงิน และตลาดอสังหาริมทรัพย์ ขณะเดียวกันต้องบริหารจัดการให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดผลกระทบจากการลดลงของแรงส่งจากมาตรการคืนภาษีให้แก่ผู้ซื้อรถยนต์คันแรก โดยเฉพาะการเร่งรัดผลักดันการส่งออกในตลาดสำคัญ การเร่งรัดให้มีเม็ดเงินที่ได้รับการอนุมัติ ส่งเสริมการลงทุนในปีที่ผ่านมา สามารถดำเนินโครงการได้โดยเร็ว ตลอดจนเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ การเร่งรัดมาตรการแก้ไขปัญหาและบรรเทาผลกระทบให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยเฉพาะปัญหาการแข็งค่าของเงินบาท การเพิ่มขึ้นของต้นทุนค่าแรง การชะลอตัวของเศรษฐกิจยุโรปและ ต้องเร่งรัดโครงการลงทุนภายใต้แผนต่างๆของภาครัฐ เพื่อเพิ่มศักยภาพการเติบโตเศรษฐกิจในระยะยาว

     อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยในปี 2556 คาดว่าจะขยายตัว 4.5-5.5% โดยคงเป้าการคาดการณ์เดิมไว้ โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากรายได้ภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น การปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ ทำให้การบริโภคภายในประเทศสูงขึ้น บวกกับการลงทุนของภาคเอกชน การเบิกจ่ายเงินลงทุนของภาครัฐในงบประมาณประจำปี 56 จำนวน 2.4 ล้านล้านบาท เม็ดเงินลงทุนตามพ.ร.ก. เงินกู้บริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท เงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท และเงินลงทุนรัฐวิสาหกิจ 5.56 แสนล้านบาท

      นอกจากนี้ยังประเมินว่าทิศทางราคาน้ำมันจะเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆเป็นปัจจัยลดแรงกดดันของเงินเฟ้อและสนับสนุนการใช้จ่ายภาคครัวเรือน การลงทุนของภาคเอกชนให้ปรับตัวสูงขึ้น

      นายอาคม กล่าวว่า สำหรับเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2555 ขยายตัว 6.4% เพิ่มขึ้นจากคาดการณ์เดิมที่คาดโต 5.5% หลังจากภาวะเศรษฐกิจเริ่มส่งสัญญาณการฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงของครึ่งปีหลัง โดยการส่งออกทั้งปี 2555 มีมูลค่า 226,156 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 7,029,412 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่ขยายตัว 16.4% โดยมีปริมาณและราคาเพิ่มขึ้น 2.6 และ 0.6 ตามลำดับ

      การนำเข้าทั้งปี 2555 มีมูลค่าการขยายตัว 7.8% ชะลอลงจากปี 2554 ที่ขยายตัว 24.7% ขณะที่ปริมาณและราคาน้ำเข้าเพิ่มขึ้น 6.1% และ 1.6% ตามลำดับ ชะลอลงจากปี 54 ที่ขยายตัว 13.4% และ 10.1% ตามลำดับสภาพัฒน์ เผยดุลบัญชีเดินสะพัดQ4/55 เกินดุล 923 ล้านดอลล์ จากQ3/55 ที่เกินดุล 2.74 พันล้านดอลล์ ส่วนทั้งปี 55 เกินดุล 2.72 พันล้านดอลล์ ส่งผลทั้งปี 2555 ดุลการค้าเกินดุล 8,337 ล้านเหรียญสหรัฐ ต่ำกว่าปี 54 ที่เกินดุล 16,989 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดปี 55 เกินดุล 2,728 ล้านเหรียญสหรัฐ เกินดุลลดลง จากปี 54 ที่เกินดุล 5,889 ล้านเหรียญสหรัฐ

       และทั้งปี 2555 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 3% ชะลอลงจากปีก่อนที่ 3.8% โดยเป็นผลจากการลดลงของราคาอาหารสด โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ เป็ด ไก่ และสัตว์น้ำ โดยดัชนีราคาในหมวดอาหารและเครื่องดื่มเพิ่มขึ้น 4.% และไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มเพิ่มขึ้น 1.9%

      ทั้งนี้ ตัวเลขศก.ปี 55 ที่โตกว่าคาด มาจากปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากการขยายตัวของการผลิตภาคอุตสาหกรรม โรงแรมและภัตตาคารและการก่อสร้าง รวมถึงด้านการใช้จ่ายมีการขยายตัวของอุปสงค์ในประเทศ โดยเฉพาะการใช้จ่ายของภาคครัวเรือน การลงทุนของภาคเอกชน รวมทั้งรายจ่ายภาครัฐ  และมีส่วนทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4/55 ขยายตัว 18.9% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 3/55 ที่ขยายตัว 3%

        โดยการส่งออกของไทยในไตรมาส 4/55 มีมูลค่า 56,415 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 18.2% เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับการหดตัว 3% ในไตรมาสก่อน โดยเป็นการฟื้นตัวดีขึ้นจากเศรษฐกิจโลกภายหลังจากภาวะซบเซาในช่วงไตรมาสที่ 3/55 ด้านการนำเข้าQ4/55 มีมูลค่า 55,650 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 14.9% เพิ่มขึ้นจาก Q3/55 ที่ติดลบ 2.5% โดยมีปริมาณนำเข้าเพิ่มขึ้น 15.4% จากไตรมาสก่อนหน้าที่ติดลบ 2% โดยปริมาณนำเข้าขยายตัวในทุกหมวด โดยเฉพาะสินค้าทุนขยายตัวสูงถึง 42.3% ในขณะที่ราคานำเข้าลดลง 0.4% จากที่ติดลบ 2.5% ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ทองคำและอัญมณี ส่งผลดุลการค้าในไตรมาส 4/55 เกินดุล 765 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าที่เกินดุลการค้า 5,006 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดในไตรมาส 4/55 เกินดุล 923 ล้านเหรียญสหรัฐ เทียบกับไตรมาสก่อนที่เกินดุล 2,747 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นผลมาจากการเกินดุลการค้า 765 ล้านเหรียญสหรัฐ และการเกินดุลบริการรายได้ปฐมภูมิ และรายได้ทุติยภูมิ 159 ล้านเหรียญสหรัฐ

        ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในไตรมาส 4/55 อยู่ที่ 3.2% เร่งตัวจากไตรมาสก่อนหน้าอยู่ที่ 2.9% โดยเป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานเป็นสำคัญ

all-2-3

C-Gold

PS

ข่าวล่าสุด