FacebookTwitterGoogle Bookmarks

JBL

DRT

0-3622-4001-8

MT

SBN-Girl

RedBlueDark SmallMediumLarge NarrowWideFluid

สภาพัฒน์ฯ สศช.

สภาพัฒน์ ระบุยังไม่เหมาะสมใช้มาตรการเข้มงวดหลังศก.ปีนี้ฟื้นจากน้ำท่วม

        นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการ คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.)หรือสภาพัฒน์ กล่าวว่า  ในระยะปานกลางช่วง 4-5 ปีจากนี้ไปอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ(GDP)ที่เหมาะสมของไทยควรอยู่ที่ประมาณ 5-6% ต่อปี แต่การที่ GDP ในปี 55 นี้สามารถขยายตัวได้ 5.5% ไม่ได้ถือว่าเป็นการขยายตัวในระดับปกติ เนื่องจากเป็นการขยายตัวหลังจากได้รับผลกระทบรุนแรงในช่วงวิกฤติอุทกภัยในปี 54

        ดังนั้น หากจะมีการใช้มาตรการใดๆ ก็ตามที่มีความเข้มงวดขึ้นก็คงจะยังไม่เหมาะสม เพราะการที่เศรษฐกิจฟื้นตัวในระดับปกติอย่างแท้จริงจะต้องมาจากการขยายการผลิตของภาคเอกชนการขยายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่นำไปสู่การลดต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศ เป็นต้น

        "แม้ปีนี้เราจะโตได้ 5.5% แต่ต้องไม่ลืมว่าในปี 54 เรามีปัญหาน้ำท่วม เพราะฉะนั้นเป็นปีแรกที่เราเพิ่งฟื้น...ถ้าเรามั่นใจว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้อย่างปกติใกล้เคียง 6% ก็น่าจะดูมาตรการการเงินที่สอดคล้องกันกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เพื่อให้เศรษฐกิจเราโตได้ดี"เลขาธิการ สภาพัฒน์ กล่าว

สภาพัฒน์ เชื่อการชุมนุมกลุ่มพิทักษ์สยามไม่รุนแรงจนกระทบ GDP

        นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการ คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.)เชื่อว่า การชุมนุมของกลุ่มองค์การพิทักษ์สยามที่นัดชุมนุมกันในปลายสัปดาห์นี้จะไม่มีความยืดเยื้อรุนแรงจนกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศในปีนี้และปีหน้า เนื่องจากทุกฝ่ายต่างมีบทเรียนจากการชุมนุมทางการเมืองในประเทศมาแล้ว 2 ครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าได้สร้างผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ

        อย่างไรก็ดี การชุมนุมทางการเมืองเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งเท่านั้นในการตัดสินใจเข้ามาลงทุนในไทยของต่างชาติ เพราะอีกปัจจัยที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันและสามารถดึงดูดการเข้ามาลงทุนของต่างชาติได้ คือ ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน อีกทั้งนักลงทุนยังมีความเชื่อมั่นที่ดีต่อพื้นฐานทางเศรษฐกิจไทย โดยพิจารณาได้จากการที่ไทยยังเป็นฐานการผลิตสินค้าสำคัญในหลายอุตสาหกรรมการลงทุนจากต่างชาติยังไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับมาตรการภาครัฐที่ออกมาเพื่อจูงใจและอำนวยความสะดวกต่อการเข้ามาลงทุน

        "เราผ่านความยากลำบากจากวิกฤติการเมืองในประเทศมาแล้ว 2 ครั้ง ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญที่มีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน แต่นี่ก็เป็นเพียงปัจจัยหนึ่งเท่านั้น เพราะปัจจัยที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสำคัญมากกว่าวิกฤติการเมืองคือ การที่ไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของอาเซียน"นายอาคม กล่าว

สภาพัฒน์ มองผลกระทบขึ้นค่าแรงรอบ 2 ไม่มาก แนะเอกชนปรับตัว

        นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการ คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.)กล่าวถึงผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอีก 70 จังหวัดทั่วประเทศในปี 56 ว่า นโยบายดังกล่าวเป็นความประสงค์ของรัฐบาลที่จะปรับรายได้แรงงานไร้ฝีมือให้สูงขึ้นจนสามารถครอบคลุมกับค่าใช้จ่ายจำเป็นพื้นฐาน และเพื่อให้สะท้อนผลิตภาพของแรงงานได้อย่างแท้จริง ซึ่งการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในปี 55 เป็น 300 บาท/วัน คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 39.5% จากปีก่อน แต่การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอีก 70 จังหวัดที่เหลือในปี 56 คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 23.5% จากปีนี้ ซึ่งทำให้เห็นอัตราส่วนการเพิ่มขึ้นของปี 56 ที่น้อยกว่าปี 55 ดังนั้น ผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรงในปี 56 คงจะไม่มากนัก และสร้างแรงกดดันต่อต้นทุนสินค้าได้น้อยกว่าในปีนี้

        อย่างไรก็ดี ต้องยอมรับว่าจะมีผลกระทบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อกลุ่มผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อย(SMEs) แต่รัฐบาลก็ได้มีมาตรการให้ความช่วยเหลือทั้งด้านการเงิน และภาษีออกมาเพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกันผู้ประกอบการเองก็จำเป็นต้องปรับตัวด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การใช้เครื่องจักรเข้ามาทดแทนแรงงาน การปรับการบริหารจัดการภายในของธุรกิจเอง เพราะหากไม่มีการปรับตัวแล้วก็จะเกิดผลกระทบอย่างแน่นอน

        "ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานมากก็ต้องเอาเครื่องมือเครื่องจักรมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพื่อทดแทนแรงงาน ปรับการบริหารจัดการภายในองค์กรเอง ถ้าไม่ทำคงมีผลกระทบแน่ จำเป็นที่ภาคธุรกิจต้องปรับตัว" เลขาธิการสภาพัฒน์ กล่าว

สภาพัฒน์ คาด GDP ปี 55 โต 5.5%ปี 56 โตกลับสู่ระดับปกติ 4.5-5.5%

        สภาพัฒน์ ปรับคาดการณ์เศรษฐกิจปี 55 เป็นเติบโต 5.5% ซึ่งเป็นขั้นต่ำของช่วงคาดการณ์เดิมที่ 5.5-6.0% เนื่องจากรับผลกระทบปัญหาเศรษฐกิจโลก ส่วนในปี 56 คาดว่าจะขยายตัว 4.5-5.5% โดยประเมินว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวขึ้นจากที่หดตัวในปีนี้ และราคาพืชผลเกษตรจะปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อมูลค่าการส่งออก ขณะที่บริโภคในประเทศและการลงทุนภาคเอกชนยังอยู่ในเกณฑ์ดี ประกอบกับ ภาครัฐจะมีการลงทุนโครงการจัดการระบบน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งที่ใช้งบประมาณสูงราว 2 ล้านล้านบาท

       นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการ คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.)กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในปี 55 คาดว่าจะขยายตัว 5.5% ซึ่งเป็นขอบล่างของการประมาณการ 5.5-6.0% ในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 20 ส.ค.55 เทียบกับการขยายตัว 0.1% ในปี 54 อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปีที่ 3.0% เทียบกับ 3.8% ในปี 54 และบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 0.8% ของ GDP ลดลงจาก 1.7% ของ GDP ในปี 54

       ทั้งนี้ สภาพัฒน์ มองว่า การฟื้นตัวของภาคการผลิตที่ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมมีความล่าช้ากว่าสมมติฐานครั้งก่อน โดยล่าสุด 2 พ.ย.55 ยังมีกิจการ 155 รายที่ยังไม่สามารถกลับมาดำเนินการหรือคิดเป็น 18.5% ของจำนวนโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม และสามารถกลับมาผลิตได้บางส่วนจำนวน 460 ราย ซึ่งเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับข้อมูลครั้งก่อน ทำให้การผลิตภาคอุตสาหกรรมและการส่งออกในช่วงครึ่งหลังของปีขยายตัวต่ำกว่าที่ประมาณการไว้เดิม และทำให้โอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเกิน 5.5% ลดลง

        การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกมีความล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของราคาและปริมาณสินค้าส่งออก โดยการผลิตและการส่งออกของประเทศต่างๆ ของเอเชียเริ่มกลับมาฟื้นตัวอย่างช้าๆ ในเดือน ต.ค.55 แต่การขยายตัวของการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนในประเทศมีแนวโน้มสูงกว่าการคาดการณ์ครั้งก่อน ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการขยายระยะเวลามาตรการการคืนภาษีรถคันแรก ซึ่งช่วยลดผลกระทบจากความล่าช้าในการฟื้นตัวของภาคการผลิตและการส่งออก

*มองศก.ปี 56 ขยายตัวชะลอลงสู่ระดับปกติ

        สภาพัฒน์ คาดว่า เศรษฐกิจไทยในปี 56 มีแนวโน้มขยายตัว 4.5-5.5% อัตราเงินเฟ้อในช่วง 2.5-3.5% และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 1.0% ของ GDP

        เศรษฐกิจไทยปีหน้ามีแนวโน้มชะลอตัวเข้าสู่อัตราการขยายตัวปกติมากขึ้น อุปสงค์ภาคเอกชนในประเทศยังคงมีพลวัตรการขยายตัวอย่างต่อเนื่องแม้ว่าจะชะลอตัวตามการลดลงของแรงส่งจากรายจ่ายเพื่อฟื้นฟูบูรณะประเทศภายหลังอุทกภัย แต่เม็ดเงินลงทุนใหม่ทั้งในภาครัฐและเอกชนจะมีบทบาทมากขึ้นในการขับเคลื่อนการลงทุนโดยภาพรวม เช่นเดียวกับการปรับตัวดีขึ้นของเงื่อนไขด้านเศรษฐกิจโลกทำให้ภาคการส่งออกมีบทบาทมากขึ้น เสถียรภาพทางเศรษฐกิจยังมีแนวโน้มในเกณฑ์ดีทั้งในด้านราคา การจ้างงานและดุลบัญชีเดินสะพัด

         อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศมากขึ้น ภายใต้แนวโน้มดังกล่าว การบริหารจัดการเศรษฐกิจมหภาคในช่วงที่เหลือของปี 55 และในปี 56 ควรให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจสามารถขยายตัวได้เต็มศักยภาพควบคู่ไปกับการเพิ่มศักยภาพการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาวและการป้องกันความเสี่ยงด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

        ปัจจัยเสี่ยงและข้อจำกัดเศรษฐกิจในปีหน้า คือ ปัญหาภัยแล้งยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อการขยายตัวของการผลิตในภาคเกษตร ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อรายได้ของเกษตรกร การบริโภคภาคเอกชนและการขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยภาพรวมอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานสูงยังมีข้อจำกัดในการขยายตัว เนื่องจากต้นทุนค่าแรงที่มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งแนวโน้มการแข็งค่าของเงินบาทและเศรษฐกิจยุโรปซึ่งเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญของสินค้าในกลุ่มนี้ยังคงอยู่ในช่วงของภาวะความตกต่ำทางเศรษฐกิจ

        รวมทั้ง สภาพคล่องส่วนเกินในระบบเศรษฐกิจและการเงินโลกที่เกิดจากมาตรการขยายปริมาณเงินของประเทศต่างๆ ยังเป็นความเสี่ยงที่อาจจะสร้างแรงกดดันให้เงินบาทแข็งค่าเร็วกว่าการคาด รวมทั้งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดปัญหาความผันผวนในระบบเศรษฐกิจและการเงินโดยเฉพาะช่วงหลังของปีที่เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างชัดเจนมากขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้มีการโยกย้ายเงินทุนออกจากตลาดพันธบัตรของประเทศที่มีความปลอดภัยออกมาแสวงหากำไรในตลาดเงิน ตลาดทุนของประเทศกำลังพัฒนาและตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ต่าง ๆ มากขึ้น

        ราคาน้ำมัน ยังมีความเสี่ยงที่จะเพิ่มขึ้นเร็วกว่าปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะภายใต้แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและ สภาพคล่องส่วนเกินในระบบเศรษฐกิจและการเงินโลกที่อยู่ในระดับสูง การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันในลักษณะดังกล่าวมีความเสี่ยงที่จะสร้างแรงกดดันด้านปัญหาเงินเฟ้อและสร้างแรงกดดันต่อการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย

         ทั้งนี้ สภาพัฒน์ประเมินสมมุติฐานการประมาณการเศรษฐกิจปีหน้า ได้แก่ เศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลกจะขยายตัว 3.9% และ 5.0% ตามลำดับ เร่งตัวขึ้นจากปี 55 ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศสำคัญๆ โดยเฉพาะ สหรัฐฯ และจีน ขณะที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นคาดว่าจะชะลอตัว และเศรษฐกิจยุโรปขยายตัวต่ำ แต่เป็นการปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับการหดตัวในปี 55

         ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปี 56 มีแนวโน้มอยู่ในช่วง 108-113 ดอลลาร์/บาร์เรล เทียบกับ 109.5 ดอลลาร์/บาร์เรลในปี 55 อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยคาดว่าจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 30.00-31.00 บาท/ดอลลาร์ โดยคาดว่าจะมีความผันผวนในกรอบแคบๆ ในช่วงที่เหลือของปี 55 และในช่วงไตรมาสแรกของปี 56 ตามความวิตกกังวลต่อสถานการณ์ในประเทศเศรษฐกิจสำคัญๆ

         ราคาสินค้าส่งออกและนำเข้าในรูปเงินดอลลาร์ สรอ. ปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.0-5.0% และ 3.5-4.5% ตามลาดับ เทียบกับ 0.5% และ 1.8% ในปี 55 ตามการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าในตลาดโลกซึ่งได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ทาให้ความต้องการและราคาสินค้าสำคัญ ๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้น การอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐและยูโร การเก็งกำไรในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ในช่วงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและสภาพคล่องส่วนเกินในระบบเศรษฐกิจอยู่ในเกณฑ์สูง

         ขณะที่นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยตลอดปี 56 จำนวน 22.5 ล้านคน เทียบกับ 21.9 ล้านคนในปี 55 หรือเพิ่มขึ้น 2.7%

*มุมมองต่อการบริหารจัดการเศรษฐกิจมหภาคในปี 56

         สภาพัฒน์ มองว่า การบริหารจัดการเศรษฐกิจปีหน้าควรให้น้ำหนักกับการดำเนินมาตรการเพื่อให้เศรษฐกิจสามารถขยายตัวได้ตามศักยภาพควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มศักยภาพการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการป้องกันความเสี่ยงด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเร่งรัดการส่งออก โดยเฉพาะตลาดที่มูลค่าการส่งออกในปี 55 ปรับตัวลดลงมาก รวมทั้งการแก้ไขปัญหาการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี (NTB) ในตลาดส่งออกที่มีความสำคัญ

         เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการดำเนินการตามโครงการลงทุนสาคัญๆ ของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการลงทุนภายใต้แผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ แผนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งการเร่งรัดแผนการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ เพื่อเพิ่มศักยภาพการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาว

        รวมทั้ง ติดตามและเตรียมการเพื่อรองรับแนวโน้มการแข็งค่าของเงินบาท โดย 1) การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้กับภาคการผลิตและส่งออกโดยเฉพาะในกลุ่ม SMEs ที่มีสัดส่วนของต้นทุนค่าแรงสูงและมีรายรับเป็นเงินตราต่างประเทศ 2) การสร้างโอกาสจากการแข็งค่าของเงินบาท โดยเฉพาะการส่งเสริมให้นักลงทุนไทยไปลงทุนในต่างประเทศ (TDI) การส่งเสริมการลงทุนในเครื่องจักรของภาคการผลิต และเร่งรัดการนำเข้าของโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ และ 3)การดำเนินนโยบายการเงินที่สอดคล้องกับเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะแนวโน้มการแข็งค่าของเงินบาท เศรษฐกิจในประเทศที่ยังอยู่ในช่วงฟื้นตัว และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในกรอบเป้าหมายของนโยบายการเงิน

        และดำเนินการปรับโครงสร้างราคาพลังงานตามแผนที่กำหนดไว้ เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การปรับกฎระเบียบด้านการค้าและการลงทุนเพื่อให้สามารถได้รับประโยชน์จากการเปิดเสรีทางการค้า การเคลื่อนย้ายเงินทุนและแรงงาน ภายใต้กรอบข้อตกลงการจัดตั้งประชาคมอาเซียนในปี 58 ได้อย่างเต็มที่

               อินโฟเควสท์

all-2-3

C-Gold

PS

ข่าวล่าสุด