FacebookTwitterGoogle Bookmarks

JBL

DRT

0-3622-4001-8

MT

SBN-Girl

RedBlueDark SmallMediumLarge NarrowWideFluid

DSI

วันที่ 07 สิงหาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 23 ฉบับที่ 8287 ข่าวสดรายวัน 


ศาลชี้ 6 ศพวัดปทุม ฝีมือ'จนท.' ยิงจากรางบีทีเอส ผลไต่สวนชัด-ไร้ชุดดำ เหยื่อไม่มีเขม่าดินปืน 'ธาริต'ลุยต่อ-ข้อหาฆ่า คดีจ่อ'มาร์ค-เทือก'อีก


จนท.ยิง - ภาพคลิปหลักฐานที่"ข่าวสด"นำเสนอเป็นฉบับแรก นาทีเจ้าหน้าที่รัฐเล็งปืนบนรางรถไฟฟ้าลงไปยังวัดปทุมวนาราม ในเหตุการณ์ 19 พ.ค.2553 ล่าสุดศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งชี้ชัดผู้เสียชีวิต 6 ศพ (ภาพเล็ก) ในวัด เกิดจากฝีมือเจ้าหน้าที่

       ศาลชี้ชัด 6 ศพวัดปทุมฯ ฝีมือเจ้าหน้าที่บนรางรถไฟฟ้า ที่เข้าควบคุมพื้นที่ตามคำสั่ง 'ศอฉ.' เผยผลไต่สวนและคำสั่งเคลียร์ชัดทุกปมสงสัย ยืนยันผู้ตายทั้งหมดไม่มีคราบเขม่าดินปืน ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้อาวุธ อีกทั้งการตรวจยึดอาวุธในวัดก็ไม่น่าเชื่อว่ามีจริง ไม่ปรากฏ 'ชายชุดดำ' ในบริเวณที่เกิดเหตุ 'ธาริต' เตรียมแจ้งข้อกล่าวหาผู้สั่งการ ฐานร่วมกันก่อให้ผู้อื่นฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผล ด้าน 'มาร์ค' เป็นพยานเบิกความไต่สวนคดี 'ฮิโรยูกิ' อ้างชุดดำยิงทหารและประชาชน ยกรายงาน 'กก.สิทธิฯ' ยันผู้ตายไม่ได้ถูกกระสุนที่ใช้ในราชการ มารู้ภายหลัง ศอฉ.อนุญาตให้ใช้ปืน และกระสุนหลายแสนนัด

 

ผลไต่สวนใครยิง 6 ศพวัดปทุมฯ

       เมื่อวันที่ 6 ส.ค. ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอ่านคำสั่งไต่สวนชันสูตรพลิกศพ คดีที่พนักงานอัยการ สำนักอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 4 ยื่นคำร้องให้ศาลไต่สวนชันสูตรพลิกศพการตายของนายสุวัน ศรีรักษา อายุ 30 ปี อาชีพเกษตรกร ผู้ตายที่ 1 นายอัฐชัย ชุมจันทร์ อายุ 28 ปี บัณฑิตคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ผู้ตายที่ 2 นายมงคล เข็มทอง อายุ 36 ปี อาสามูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ผู้ตายที่ 3 นายรพ สุขสถิต อายุ 66 ปี พนักงานขับรถรับจ้างในสนามบิน ผู้ตายที่ 4 น.ส.กมนเกด อัคฮาด อายุ 25 ปี พยาบาลอาสา ผู้ตายที่ 5 และนายอัครเดช ขันแก้ว อายุ 22 ปี อาชีพรับจ้าง ผู้ตายที่ 6 ทั้งหมดถูกยิงเสียชีวิตในวัดปทุมวนาราม ในเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 19 พ.ค.2553

      คำสั่งศาลโดยสรุประบุว่า ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการตายของผู้ตายที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 จากการไต่สวนพยานหลายปากและผู้เชี่ยวชาญเห็นว่า แม้ผู้ร้องและญาติผู้ตายไม่มีประจักษ์พยานยืนยันเหตุการณ์ แต่จากคำเบิกความสอดคล้องกันว่า ได้ยินเสียงปืนดังมาจากทิศทางบนรางรถไฟฟ้าบีทีเอส จากการตรวจสถานที่เกิดเหตุพบรอยกระสุนด้านหน้าวัด มีทิศทางการยิงจากด้านหน้าวัดเข้าไปด้านใน บนถนนหน้าวัด ประตูทางเข้าวัด ประตูทางออกวัด ประตูกระจกมูลนิธิ กำแพงรั้วด้านหน้าวัด ป้ายโฆษณาหน้าวัด และใกล้สะพานลอยทางเดินเชื่อมบริเวณแยกเฉลิมเผ่า ซึ่งด้านหลังของรางรถไฟฟ้ามีอาคารของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ห่างจากรางรถไฟฟ้า 100 เมตร จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีผู้ยิงผ่านรางรถไฟฟ้าเข้าไปในวัดได้

 

คลิปยันจนท.เล็งปืนเข้าไปในวัด

       จากการไต่สวน ส.ต.อ.อดุลย์ พรหมนอก สังกัดบก.ตม.2 จ.ส.ต.สุชาติ ขอมปวน สังกัดบก.ตม.1 และ ด.ต.อานนท์ ใจก้อนแก้ว สังกัดตชด.31 ที่ได้รับคำสั่งให้มาเป็นหน่วยปราบจลาจล กองกำลังสนับสนุน เบิกความว่าอยู่บนอาคารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เห็นไฟไหม้ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ และได้ยินเสียงปืนมาจากหน้าวัด โดยทั้ง 3 คน ต่างใช้กล้องวิดีโอบันทึกภาพเหตุการณ์ พร้อมระบุว่าเห็นเจ้าพนักงานทหารเล็งปืนเข้าไปในวัด แต่ไม่มีท่าทีหลบกระสุนจากการยิงต่อสู้แต่อย่างใด

        เมื่อวันที่ 19 พ.ค.2553 เวลา 01.00 น. เจ้าพนักงานทหารสังกัดกองพันจู่โจม กรมรบพิเศษที่ 3 ค่ายเอราวัณ ได้รับคำสั่งให้ไปประจำการบนรางรถไฟฟ้าบีทีเอส ร่วมกับกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ ที่ประจำการอยู่บนถนนพระรามที่ 1 มีอาวุธประจำกายเป็นปืนเอ็ม 16 เอ 4 และปืนเอ็ม 16 เอ 2 โดย พ.ท.นิมิตร วีระพงษ์ สังกัดฝ่ายกิจการพลเรือน ค่ายสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จ.ลพบุรี ขณะเกิดเหตุดำรงตำแหน่งรองผบ.กองพันรบพิเศษที่ 1 กรมรบพิเศษที่ 3 ค่ายเอราวัณ ในฐานะหัวหน้าชุดทหารรบพิเศษ ปฏิบัติการอยู่บนรางรถไฟฟ้าชั้น 2 ส่วน จ.ส.อ.สมยศ ร่มจำปา ส.อ.เดชาธร มาขุนทด อายุ 38 ปี ส.อ.ชัยวิชิต สิทธิวงษา ส.อ.วิฑูรย์ อินทำ ส.อ.เกรียงศักดิ์ สีบุ ส.อ.สุนทร จันทร์งาม และ ส.อ.ภัทรนนท์ มีแสง ปฏิบัติการอยู่บนรางรถไฟฟ้าชั้น 1

 

จนท.เบิกความขัดแย้งกัน

      คำสั่งศาลระบุต่อว่า โดยเจ้าพนักงานทหารเคลื่อนกำลังไปพร้อมกัน ซึ่งเจ้าหน้าที่บริเวณรางรถไฟฟ้าเคลื่อนจากสถานีสนามกีฬาแห่งชาติไปจนถึงหน้าวัดปทุมฯ จากการไต่สวนเจ้าพนักงานที่ประจำการอยู่บนรางรถไฟฟ้าชั้น 1 ส่วนหนึ่งเบิกความยอมรับว่ายิงไปที่ตอม่อเกาะกลางถนน ยิงขึ้นฟ้า ยิงไปที่ลานจอดรถ และยิงไปที่ถนนหน้าวัด เนื่องจากเห็นชายชุดดำ แต่ส่วนหนึ่งเบิกความว่าไม่เห็นบุคคลใดอยู่หน้าวัด จึงไม่ได้ใช้อาวุธปืนยิง ถ้อยคำของเจ้าพนักงานจึงมีความขัดแย้งกันเอง

        จากการไต่สวนพยานผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการตรวจเศษกระสุนที่พบในศพผู้ตาย พบว่าเป็นกระสุนปืนเล็กกลขนาด .223 หรือ 5.56 ม.ม. ที่ใช้กับอาวุธปืนเอ็ม 16 ทุกรูปแบบ ใช้ในราชการสงคราม ผู้ที่สามารถใช้ได้คือเจ้าพนักงานทหารและตำรวจเท่านั้น แต่จากการตรวจพิสูจน์อาวุธปืนที่ส่งมาให้กองพิสูจน์หลักฐานกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่าไม่ตรงกับเศษกระสุนปืนที่พบ ซึ่งเจ้าหน้าที่เบิกความว่าอาวุธปืนเอ็ม 16 ถอดเปลี่ยนลำกล้องได้ ตามระเบียบของราชการ เมื่อมีการใช้อาวุธใดๆ จะทำความสะอาดก่อนเก็บรักษาทุกครั้ง ซึ่งอาจทำให้ร่องรอยหายไปได้ อีกทั้งอาวุธปืนก็ส่งมาให้ตรวจภายหลังเหตุการณ์เป็นเวลาหลายเดือน จึงเชื่อได้ว่าการตายของผู้ตายที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 ถึงแก่ความตายด้วยอาวุธปืนความเร็วสูงขนาด .223 หรือ 5.56 ม.ม. จากเจ้าพนักงานที่ปฏิบัติการอยู่บนรางรถไฟฟ้าบีทีเอส หน้าวัดปทุมฯ

 

อีกศพถูกยิงจากจนท.ด้านล่าง

      ส่วนการตายของผู้ตายที่ 2 จากการไต่สวนพยานได้ความว่า ได้ยินเสียงปืนดังมาจากทางแยกเฉลิมเผ่า ซึ่งขณะนั้นมีเจ้าพนักงานทหาร สังกัดกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ นำโดย พ.ท.ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์ และ ร.ท.พิษณุ ทัศแก้ว เคลื่อนกำลังพล 500 นาย จากแยกปทุมวัน มีปืนเล็กยาว ทาโวร์ บรรจุกระสุนปืนขนาด .223 หรือ 5.56 ม.ม. เป็นอาวุธประจำกาย โดย ร.ท.พิษณุ เบิกความว่า ขณะเคลื่อนกำลังเห็นชาย 2 คน ยืนอยู่ตรงขอบปูนและใช้อาวุธปืนยิงเข้ามา ร.ท.พิษณุ จึงยิงปืนออกไปยังตอม่อรถไฟฟ้า 10 นัด ซึ่งตำแหน่งที่ ร.ท.พิษณุ กับพวกอีก 3 นาย อยู่นั้น เป็นแนวระนาบกับแนววิถีกระสุนที่ผู้ตายที่ 2 ถูกยิง โดยบาดแผลของกระสุนปืนมีทิศทางจากหลังไปหน้า

       ในช่วงเกิดเหตุ บริเวณถนนพระราม 1 ทั้ง 2 ฝั่งถนน เจ้าหน้าที่ควบคุมไว้หมดแล้ว สอดคล้องกับคำเบิกความของ น.ส.ผุสดี งามขำ ผู้ชุมนุมนปช. ที่ระบุว่าหลังจากแกนนำนปช. ประกาศยุติการชุมนุมในเวลา 13.00 น. ให้ผู้ชุมนุมเดินทางกลับภูมิลำเนา และส่วนหนึ่งให้ไปอยู่ในวัดปทุมฯ ซึ่งประกาศเป็นเขตอภัยทาน ระหว่างที่พยานอยู่บริเวณแยกราชประสงค์จนถึงเวลา 15.00 น. เห็นทหารเข้าล้อมพื้นที่การชุมนุมโดยรอบไว้หมดแล้ว และขณะเกิดเหตุเป็นช่วงเวลากลางวัน อีกทั้งเจ้าพนักงานที่อยู่ใกล้กับ ร.ท.พิษณุ เบิกความว่าไม่เห็นชาย 2 คน ถืออาวุธปืนยิงเข้ามา หากยิงมาจริง คงไม่ปล่อยให้ ร.ท.พิษณุ ยิงปืนเพียงคนเดียวนานถึง 40 นาที จึงเชื่อได้ว่าการตายของผู้ตายที่ 2 ถึงแก่ความตายด้วยอาวุธปืนความเร็วสูงขนาด .223 หรือ 5.56 ม.ม. จากเจ้าพนักงานที่ปฏิบัติการอยู่บริเวณถนนพระราม 1

 

ย้ำทุกศพไม่มีเขม่าดินปืน

      ศาลอ่านคำสั่งต่อว่า สำหรับการตรวจพิสูจน์เขม่าดินปืน พ.ต.ท.วัชรัศมิ์ เฉลิมสุขสันต์ ผอ.สำนักตรวจ สถานที่เกิดเหตุ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม เบิกความว่าเมื่อวันที่ 20 พ.ค.2553 สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ นำโดย พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ เดินทางไปยังวัดปทุมฯ ในเวลา 08.00 น. โดยใช้แผ่นกาวเหนียวติดที่นิ้วมือ 2 ข้างของผู้ตายทั้ง 6 เพื่อตรวจหาอนุภาคที่มาจากการยิงปืน ผลการตรวจไม่พบว่าผู้ตายทั้ง 6 มีอนุภาคที่มาจากการยิงปืนแต่อย่างใด

      ส่วนอาวุธที่ตรวจยึดได้ภายหลังเหตุการณ์ จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการนำอาวุธดังกล่าวไปตรวจพิสูจน์ ว่ามีการนำไปใช้หรือไม่ และไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับอาวุธที่ตรวจพบ ประกอบกับคำเบิกความของนาย สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตผอ.ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ระบุว่า เมื่อวันที่ 26 เม.ย.2553 ศอฉ.มีคำสั่งให้ตั้งจุดตรวจสกัดแข็งแรงจำนวน 6 จุด ได้แก่ แยกพงษ์พระราม พญาไท อโศกมนตรี ศาลาแดง อังรีดูนังต์ และนราธิวาสราชนครินทร์ ซึ่งเป็นถนนโดยรอบพื้นที่ราชประสงค์

 

ไม่พบ'ชายชุดดำ'ในบริเวณวัด

      ต่อมาเมื่อวันที่ 9 พ.ค.2553 มีคำสั่งให้ตั้งด่านตรวจแข็งแรงอีก 4 จุด ได้แก่ สี่แยกปทุมวัน ถนนราชปรารภ ถนนพระราม 4 และถนนนเพลินจิต พร้อมตั้งจุดสกัดอีก 13 จุด นอกจากนี้ ยังปิดการสัญจรทางรถไฟฟ้า 4 สถานี ได้แก่ ราชดำริ สยาม ชิดลม และเพลินจิต โดยตั้งแต่วันที่ 13 พ.ค.2553 เป็นต้นไป มีการประกาศห้ามใช้เส้นทางคมนาคมหลายแห่ง อาทิ ตั้งแต่ ถนนเพชรบุรี แยกราชเทวีจนถึงสามย่าน แยกวิทยุเข้าทางด่วนเพชรบุรี ถนนพระราม 4 ถึงแยกเฉลิมเผ่า แยกอังรีดูนังต์ และถนนราชปรารภ จากแยกประตูน้ำถึงแยกสารสิน เป็นต้น พร้อมกับปิดการสัญจรทางน้ำ จึงเชื่อได้ว่า ไม่สามารถมีผู้ใดนำอาวุธเข้าไปในพื้นที่การชุมนุมได้ รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะเข้าไปก็ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานทหารก่อน

       นอกจากนี้ ในวันที่เกิดเหตุ 19 พ.ค.2553 ขณะนั้นเป็นเวลากลางวัน มีทั้งผู้สื่อข่าวชาวไทยและต่างประเทศจำนวนมาก แต่ไม่ปรากฏหลักฐานภาพถ่าย และจากคำเบิกความก็ไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดพบเห็นชายชุดดำอยู่ในบริเวณดังกล่าว

 

ศาลชี้ชัดทั้ง 6 ศพ-จนท.ยิง

       ศาลจึงมีคำสั่งว่า ผู้ตายที่ 1 คือนายสุวัน ศรีรักษา ผู้ตายที่ 2 คือนายอัฐชัย ชุมจันทร์ ผู้ตายที่ 3 คือนายมงคล เข็มทอง ผู้ตายที่ 4 คือนายรพ สุขสถิต ผู้ตายที่ 5 คือ น.ส.กมนเกด อัคฮาด ผู้ตายที่ 6 คือนายอัครเดช ขันแก้ว ถึงแก่ความตายในวัดปทุมวนารามราช วรวิหาร แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพ มหานคร เมื่อวันที่ 19 พ.ค.2553 เวลากลางวัน

       เหตุและพฤติการณ์ที่ตาย สืบเนื่องมาจากถูกยิงด้วยกระสุนปืนขนาด .223 หรือ 5.56 ม.ม. ซึ่งวิถีกระสุนปืนยิงมาจากเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยอยู่บนรางรถไฟฟ้าบีทีเอส หน้าวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร และบริเวณถนนพระรามที่ 1 ซึ่งเข้าควบคุมพื้นที่บริเวณแยกราชประสงค์ ตามคำสั่งของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ. เป็นเหตุให้ผู้ตายที่ 1 มีบาดแผลกระสุนปืนทะลุปอดและหัวใจ เสียโลหิตปริมาณมาก ผู้ตายที่ 2 มีบาดแผลกระสุนปืนทำลายปอด ผู้ตายที่ 3 มีบาดแผลกระสุนปืนทำลายปอด หัวใจ ตับ ผู้ตายที่ 4 มีบาดแผลกระสุนปืนทำลายปอด ตับ ผู้ตายที่ 5 มีบาดแผลกระสุนปืนทำลายสมอง ผู้ตายที่ 6 มีบาดแผลกระสุนปืนทะลุเข้าในช่องปาก โดยยังไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ลงมือกระทำ

 

ญาติแห่ฟัง-แม่เกดน้ำตาคลอ

      ภายหลังการอ่านคำสั่ง ศาลกล่าวสรุปประเด็นให้ผู้ที่เข้าร่วมฟังด้วยว่า 1.เกิดจากการกระทำของเจ้าพนักงานทหาร 2.ผู้ตายทั้งหกไม่มีคราบเขม่าดินปืนที่มือทั้ง 2 ข้าง แสดงว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับการใช้อาวุธปืนมาก่อน 3.การตรวจยึดอาวุธในวัดปทุมวนาราม ไม่น่าเชื่อว่ามีการตรวจยึดจริง และ 4.กรณีชายชุดดำ ไม่ปรากฏว่ามีชายชุดดำอยู่ในบริเวณดังกล่าว โดยศาลมีคำสั่งให้นำคำสั่งนี้ส่งต่อให้พนัก งานอัยการ เพื่อดำเนินการต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150

       ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า ในการฟังคำสั่งวันนี้ มีนพ.เหวง โตจิราการ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และนางธิดา โตจิราการ ประธานนปช. รวมถึงญาติผู้เสียชีวิต ประกอบด้วย นางพะเยาว์ อัคฮาด มารดาของน.ส.กมนเกด, นายณัทพัช อัคฮาด น้องชายน.ส.กมนเกด, นายขาล ศรีรักษา บิดานายสุวัน, นายถวิล ใสลำเพาะ ลุงนายอัครเดช, พ.ต.ท.ธีระวัฒน์ ชุมจันทร์ พี่ชายนายอัฐชัย และนางอัญชลี สาริกานนท์ พี่สาวนายอัฐชัย มาร่วมฟังคำสั่งด้วย โดยนางพะเยาว์มีสีหน้าโศกเศร้า และน้ำตาคลอเบ้าตลอดการฟังคำสั่ง

 


ชี้ 6 ศพ - นางพะเยาว์ และนายณัทพัช อัคฮาด แม่และน้องชายน.ส.กมนเกด อัคฮาด 1 ใน 6 ศพวัดปทุมฯ เข้ารับฟังคำสั่งศาลที่ระบุสาเหตุการตายทั้ง 6 ศพเกิดจากฝีมือเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ เมื่อวันที่ 6 ส.ค.

จี้หยุดกล่าวหายิงกันเอง

      นายณัทพัชกล่าวว่า ดีใจและมีความภาคภูมิใจว่ากระบวนการยุติธรรมไทยยังคงเดินตามครรลองคลองธรรม และชัดเจนว่าวันนี้ใครเป็นคนที่กระทำให้เกิดความตายในวัดปทุมฯ จะได้ไม่ต้องกล่าวหากันอีกว่ายิงกันเอง หรือชายชุดดำเป็นคนยิง อยากฝากไปถึงเจ้าหน้าที่รัฐที่เป็นผู้กระทำและกล่าวหาว่ายิงกันเองมาตลอดว่าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน หลังจากนี้จะถามไปยังรัฐบาลที่จะนำร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ของนายวรชัย เหมะ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย เข้าสภา ผู้แทนราษฎร ว่าสมควรหรือไม่ เพราะอย่างที่รู้คือไม่ได้ลงตามรายมาตรา อย่างวันนี้ชี้ชัดว่าเจ้าหน้าที่รัฐเป็นคนกระทำ ถ้าถึงเวลาแปรญัตติขึ้นมาแล้วเจ้าหน้าที่รัฐรอด ใครจะเป็นคนรับผิดชอบ แล้วมีหลักประกันอะไรมา บอกว่าทหารจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

      ส่วนนางพะเยาว์กล่าวว่า มั่นใจมากขึ้นว่าพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับญาติผู้เสียชีวิต ที่เน้นว่าจะไม่ยอมให้นิรโทษกรรมเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำเกินกว่าเหตุ วันนี้คงตอบโจทย์ได้ดีว่าไม่สมควรเด็ดขาดที่จะนิรโทษฯ เจ้าหน้าที่รัฐที่ทำเกินกว่าเหตุ อยากให้สังคมพิจารณาว่าทำไมตนถึงต้องเรียกร้องว่าอย่านิรโทษฯ เจ้าหน้าที่รัฐ ขอให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ตนไม่ได้ห้าม ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมของใคร แต่ขอให้เน้นลงไปในรายมาตราว่าจะไม่นิรโทษฯ เจ้าหน้าที่รัฐตั้งแต่ชั้นปฏิบัติการที่ทำเกินกว่าเหตุ

 

ลั่นเอาผิดถึง'คนสั่งการ'ด้วย

      ขณะที่นายขาล กล่าวว่า เสียใจที่รัฐบาลในขณะนั้นทำเกินกว่าเหตุ ไม่มีมนุษยธรรม ไม่นึกถึงชีวิตคน เมื่อคำสั่งที่ออกมาแล้วจึงอยากให้นำคนผิดมาลงโทษให้ได้ คำสั่งก็ตรงกับที่คาดหวังไว้ว่าการตายของลูกชายเกิดจากการ กระทำของเจ้าหน้าที่

พ.ต.ท.ธีระวัฒน์กล่าวว่า พอใจกับคำสั่งของศาล ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความยุติธรรมในประเทศไทย อยากฝากบอกคนที่สั่งฆ่าและคนที่ลั่นไกยิงน้องชาย และผู้เสียชีวิตคนอื่นว่าเขามีพ่อมีแม่มีญาติพี่น้อง เขาเกลียดและแค้นพวกคุณ เขาจะรอจนกว่าพวกคุณจะได้รับโทษทัณฑ์ที่กระทำ

       ด้านนางธิดา กล่าวว่า ยินดีเป็นอย่างยิ่ง ขอขอบคุณพยานหลักฐานต่างๆ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารบางคนที่กล้าพูดความจริง ทำให้คำสั่งออกมาในลักษณะที่เป็นคุณกับประเทศ เพราะคำสั่งมีความชัดเจนใน 4 ประเด็นคือ ไม่มีชายชุดดำ กระสุนยิงมาจากทหาร พยานหลักฐานที่อ้างว่าเป็นอาวุธก็ไม่น่าเชื่อถือ และไม่มีเขม่าดินปืนที่มือผู้เสียชีวิต ซึ่งศาลมีคำสั่งตามพยานหลักฐานและมีความเที่ยงธรรมชัดเจน ถ้าหากกระบวนการยุติธรรมของเราดำเนินไปอย่างราบรื่นจะเป็นหลักให้เราพอมีความเชื่อมั่นได้ อีกทั้งกรณีที่พาดพิงชัดเจนไปถึงเจ้าหน้าที่รัฐบางคนที่ทำเกินกว่าเหตุจึงสามารถ ฟ้องร้องต่อไปข้างหน้าได้ เพราะ พ.ร.ก.ฉุกเฉินไม่ได้คุ้มครองในทุกประเด็น

 

'ธาริต'เตรียมแจ้งข้อหาฆ่าอีก

      ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ก่อนหน้านี้ ศาลมีคำสั่งผลการไต่สวนชันสูตรพลิกศพ ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองเมื่อเดือนเม.ย. - พ.ค.2553 ไปแล้ว 6 ศพ ว่าเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ ประกอบด้วย นายพัน คำกอง, นายชาญณรงค์ พลศรีลา, นายชาติชาย ชาเหลา, ด.ช.คุณากร หรือน้องอีซา ศรีสุวรรณ, พลทหารณรงค์ฤทธิ์ สาละ และนายฟาบิโอ โปเลงกี ชาวภาพชาวอิตาลี รวมกับล่าสุดอีก 6 ศพวัดปทุมฯ เป็น 12 ศพแล้วที่เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่

      ด้านนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวถึงคำสั่งคดี 6 ศพวัดปทุมฯ ว่าเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ของทหาร เป็นไปตามคำสั่งของศอฉ. ที่มีผู้รับผิดชอบคือ นายอภิสิทธิ์ อดีตนายกฯ และนายสุเทพ อดีตรองนายกฯ และอดีตผอ.ศอฉ. ดังนั้น แนวทางการดำเนินคดีก็จะมีลักษณะเช่นเดียวกับคดีการเสียชีวิตของราย อื่นๆ โดยจะแจ้งข้อกล่าวหาฐานร่วมกันก่อให้ผู้อื่นฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผล เพื่อพิจารณาส่งฟ้องต่อไป

 

'มาร์ค'เบิกความคดี'ฮิโรยูกิ'

      ขณะเดียวกัน ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลนัดไต่สวนคดีที่พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนการเสียชีวิตของนายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ ช่างภาพสำนักข่าวรอยเตอร์ ชาวญี่ปุ่น ผู้ตายที่ 1 นายวสันต์ ภู่ทอง ผู้ชุมนุมนปช. ผู้ตายที่ 2 และนายทศชัย เมฆงามฟ้า ผู้ชุมนุม นปช. ผู้ตายที่ 3 ทั้งหมดถูกยิงเสียชีวิตบริเวณหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา ถนนดินสอ ในเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เม.ย.2553 โดยอัยการนำพยานขึ้นเบิกความ 1 ปาก คือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ

      นายอภิสิทธิ์เบิกความ โดยสรุปว่า ในการปฏิบัติการขอคืนพื้นที่ รัฐบาลกำหนดนโยบายและมีแนวทางว่าจะคลี่คลายสถานการณ์โดยไม่เข้าไปสลายการชุมนุม และแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ปฏิบัติตามกฎหมาย โดยใช้มาตรฐานตามหลักสากล เริ่มจากมาตรการเบาไปหาหนัก พยานไม่ได้เป็นกรรมการของศอฉ. แต่จะเข้าไปฟังสรุปรายงานสถานการณ์เวลาที่มีการประชุม เพื่อรับทราบสถานการณ์เป็นครั้งคราว ในวันที่ 10 เม.ย. พยานติดตามสถาน การณ์ว่าทหารปฏิบัติการขอคืนพื้นที่การจราจรตามแนวถนนราชดำเนิน ไปทางอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และตั้งแต่ถนนดินสอ ไปจนถึงถนนประชาธิปไตย ซึ่งจะเห็นว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้ติดอาวุธ

 

อ้าง'ชุดดำ'ยิงทหาร-ผู้ชุมนุม

      นายอภิสิทธิ์เบิกความว่า กระทั่งช่วงค่ำ ขณะเจ้าหน้าที่เตรียมถอยร่น เนื่องจากไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ในช่วงกลางคืนตามหลักสากล ก็เกิดเหตุระเบิดเข้ามาโดนทหารที่เข้าไปปฏิบัติการ เช่น พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม ที่ต่อมาคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สรุปว่าน่าจะเป็นการวางแผนฆาตกรรม โดยหลังจากนั้นมีความพยายามจะนำเจ้าหน้าที่ที่ได้รับบาดเจ็บออกจากในพื้นที่ แต่ถูกปิดล้อมโดยกลุ่มผู้ชุมนุม จึงเกิดเหตุปะทะกัน ทำให้มีการเสียชีวิตและบาดเจ็บของผู้ชุมนุม โดยเฉพาะกรณีนายฮิโรยูกิ

      อดีตนายกฯ เบิกความต่อว่า ในวันถัดมาพยานทราบข่าวจากรายงานของศอฉ. และสื่อมวลชนว่านายฮิโรยูกิ เสียชีวิต และนายวสันต์ถูกยิงเสียชีวิตขณะถือธง โดยไม่ได้ทราบข่าวการเสียชีวิตของผู้ตายที่ 3 และหลังจากนั้นยังทราบจากสื่อ และรายงานของศอฉ.อีกว่ามีกลุ่มกองกำลังติดอาวุธที่เรียกว่าชายชุดดำมีอาวุธปืน และระเบิดเข้ามายิงใส่ทหารและประชาชน เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต โดยการปฏิบัติการของชายชุดดำจะแอบแฝงอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม เป็นเรื่องที่พยานได้รับการยืนยันจากคณะกรรมการหลายชุดที่ตั้งขึ้น เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง และจากบันทึกจากคำสอบ สวนพบว่ามีกองกำลังเข้าไปอยู่ในบ้านหลังหนึ่งใกล้โรงเรียนสตรีวิทยา ตั้งแต่ช่วงเย็น วันที่ 10 เม.ย.

 

ยกรายงานกก.สิทธิฯยืนยัน

      พยานเบิกความอีกว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ รายงานว่ากรณีการเสียชีวิตของนายฮิโรยูกินั้น มีผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่ากระสุนที่ใช้ยิงไม่ใช่กระสุนที่ใช้ในราชการ ส่วนการหาทิศทางกระสุนสามารถทำได้ยาก เนื่องจากไม่ทราบตำแหน่งของนายฮิโรยูกิ นอกจากนี้ ยังได้รับรายงานว่าการ์ดความจำภายในกล้องถ่ายรูปของนายฮิโรยูกิหายไป แต่ต่อมาได้คืนจากผู้ชุมนุม แต่พบว่ามีการลบภาพเหตุการณ์ก่อนที่นายฮิโรยูกิจะเสียชีวิตออกไป

นายอภิสิทธิ์เบิกความว่า พยานไม่ทราบรายละเอียดในวิธีปฏิบัติการขอคืนพื้นที่ในวันที่ 10 เม.ย.2553 ว่ามีการใช้อาวุธอะไร ในช่วงเวลาใดบ้าง และไม่ทราบว่าใช้กำลังทหาร 10 กองร้อย และอาวุธหรือไม่ รวมถึงไม่ทราบรายละเอียดทั้งหมดในเหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย. ว่าเจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามหลักสากลจากเบาไปหาหนักหรือไม่ ในกรณีที่การชุมนุมปราศจากอาวุธ แต่พยานเชื่อว่าหากในกรณีที่ผู้ชุมนุมไม่สงบ และไม่ปราศจากอาวุธ พนักงานสามารถใช้อาวุธเพื่อป้องกันชีวิต และทรัพย์สิน ของตัวเองและประชาชนได้เท่าที่จำเป็น โดยปฏิบัติตามหลักสากลจากเบาไปหาหนัก ตามที่คำสั่งศอฉ.ได้ระบุไว้

 

ใช้กระสุนจริงหลายแสนนัด

      นายอภิสิทธิ์เบิกความอีกว่า พยานไม่ได้เข้าประชุมกับศอฉ. แต่ทราบรายงานเป็นระยะที่ศูนย์บัญชาการศอฉ. และทราบภายหลังว่าศอฉ.อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ใช้ปืนและกระสุน และทราบว่ามีการเบิกใช้กระสุนจริงหลายแสนนัด แต่ไม่ได้รับรายงานอย่างเป็นทางการถึงเรื่องดังกล่าว และพยานไม่เชื่อว่าการขอคืนพื้นที่ในวันที่ 10 เม.ย.2553 จะสามารถทำได้โดยไม่ใช้กำลังทหาร

      พยานเบิกความต่อว่า หลังจากเหตุการณ์ในวันที่ 10 เม.ย. เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้เข้าไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ แต่ร่องรอยการยิงจะมาจากแยกสะพานวันชาติ มุ่งหน้ามายังวงเวียนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยหรือไม่นั้น พยานไม่ทราบ และไม่สามารถสรุปได้ว่าวิถีกระสุนของนายวสันต์ และนายฮิโรยูกิมาจากฝั่งทหารหรือไม่ เนื่องจากไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ทั้งนี้ จากรายงานของคณะอนุกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ระบุวิธีการสืบสวนไว้ว่ามีการดำเนินการสอบสวนอย่างไรบ้าง

 

'เทือก'เลื่อนเบิกความศาล

      ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการไต่สวนเสร็จสิ้น ศาลนัดไต่สวนครั้งต่อไปวันที่ 15 พ.ย. เนื่องจากนายสุเทพ อดีตรองนายกฯ และอดีตผอ.ศอฉ. ในฐานะพยานที่มีกำหนดเข้าเบิกความในวันที่ 7 ส.ค. นี้ ไม่สามารถมาได้ โดยนายสุเทพแจ้งว่าติดภารกิจ ศาลจึงเลื่อนไปเป็นวันที่ 15 พ.ย. แต่ยังไม่ทราบว่าใครจะมาเป็นพยานเบิกความในวันดังกล่าว

     ส่วนนายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์สั้นๆ ภายหลังเบิกความว่า มาเบิกความเป็นพยาน ไม่ได้รู้สึกกังวลอะไร เป็นการเบิกความตามความเป็นจริง เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ศาลมีคำสั่งคดี 6 ศพวัดปทุมฯ ว่าเกิดจากการ กระทำของเจ้าหน้าที่นั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ไม่ได้เขียนเช่นนั้น เพียงแต่บอกว่ามาจากฝั่งเจ้าหน้าที่ แต่ไม่ได้บอกว่ามาจากฝีมือเจ้าหน้าที่

    ต่อข้อถามถึงกรณีที่ทั้ง 6 ศพไม่มีคราบเขม่าดินปืน และไม่มีชายชุดดำอยู่ในบริเวณวัดปทุมฯ อดีตนายกฯ กล่าวว่ายังไม่ทราบ และยังไม่ได้อ่าน ต้องอ่านก่อน

 

สื่อนอกตีข่าว 6 ศพวัดปทุมฯ

     วันเดียวกัน สำนักข่าวต่างประเทศนำเสนอข่าว 6 ศพวัดปทุมฯ ด้วยเช่นกัน อาทิ สำนักข่าวเอพี ดิอินดิเพนเดนต์ เดอะวอชิงตันโพสต์ ซินหัว เดอะสเตรทไทมส์ และเซี่ยงไฮ้เดลี่ โดยสำนักข่าวเอพีอ้างคำพูดของนายณัทพัช อัคฮาด น้องชายน.ส.กมนเกด หนึ่งในผู้เสียชีวิตว่า ดีใจกับคำตัดสิน และหวังว่าเจ้าหน้าที่จะแสดงความรับผิดชอบต่อคำตัดสินในวันนี้

      ด้านสำนักข่าวซินหัวของประเทศจีน และหนังสือพิมพ์เซี่ยงไฮ้เดลี่ ระบุว่า นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ เตรียมเรียกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เข้าพบเพื่อตั้งข้อหาออกคำสั่งให้เจ้าพนักงานก่อเหตุดังกล่าวแล้ว โดยทุกสำนักระบุว่าคำตัดสินครั้งนี้นั้น มีขึ้นในช่วงเวลาที่มีความตึงเครียดทางการเมืองในประเทศอีกครั้ง โดยอ้างถึงการชุมนุมต่อต้านกฎหมายนิรโทษกรรมที่จะนำเข้าสู่สภาในวันที่ 7 ส.ค. นี้

all-2-3

C-Gold

PS

ข่าวล่าสุด