FacebookTwitterGoogle Bookmarks

JBL

DRT

0-3622-4001-8

MT

SBN-Girl

RedBlueDark SmallMediumLarge NarrowWideFluid

มติ ครม.

ครม.ศก.เร่งเดินหน้าลงทุน 54 เมกะโปรเจ็กท์ วงเงินกว่า 7.86 แสนลบ.

          นายวัชระ กรรณิกา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจได้รับทราบความก้าวหน้าการดำเนินโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) เสนอ แบ่งเป็น โครงการลงทุนที่ ครม.อนุมัติแล้วและอยู่ระหว่างดำเนินการ จำนวน 54 โครงการ วงเงินลงทุนรวม 786,805 ล้านบาท และโครงการลงทุนที่อยู่ระหว่างการจัดเตรียมโครงการเพื่อนำเสนอ ครม.พิจารณาตามขั้นตอน จำนวน 40 โครงการ วงเงินลงทุนรวม 661,467 ล้านบาท

          โดยที่ประชุมฯ ได้เห็นชอบให้เร่งรัดการดำเนินโครงการลงทุนสำคัญในสาขาขนส่งที่ ครม.มีมติอนุมัติให้ดำเนินโครงการแล้ว ดังนี้ 1.โครงการลงทุนภายใต้แผนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) เพิ่มเติม ตามมติครม.วันที่ 27 เม.ย.53 ที่มีความพร้อมและสามารถดำเนินการได้ทันที 11 รายการ โดยมอบหมายให้กระทรวงคมนาคม และรฟท.ติดตามเร่งรัดการลงทุนให้เป็นไปตามเป้าหมาย และรายงานผลความก้าวหน้าให้ ครม.ทราบทุก 6 เดือน รวมทั้งมอบให้กระทรวงคมนาคมเร่งรัดการปรับโครงสร้าง รฟท.ให้เป็นไปตามมติครม.เมื่อวันที่ 27 เม.ย.53

          2.โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว(ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่) ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาหาข้อยุติเรื่องหน่วยงานเจ้าของโครงการ การเชื่อมต่อเส้นทางกับโครงการระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนกรุงเทพ และการพิจารณารูปแบบการให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถเปิดให้บริการได้โดยเร็ว และนำเสนอต่อ ครม.พิจารณาในครั้งต่อไป

          3.โครงการรถไฟฟ้าเชื่อมโยงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (Airport Rail Link) มอบหมายให้ รฟท.เร่งรัดการจัดตั้งบริษัทลูกเพื่อให้บริการขนส่งผู้โดยสารของโครงการโดยเร็ว เพื่อให้สามารถเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ได้ภายในส.ค.53

          4.โครงการพัฒนาท่าอากาศยานภูเก็ต มอบหมายให้ บมจ.ท่าอากาศยานไทย(AOT) เร่งรัดการก่อสร้างโครงการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อให้สามารถรองรับปริมาณการจราจรทางอากาศได้ทันความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะปริมาณผู้โดยสารที่จะเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของปริมาณนักท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคใต้ เนื่องจากปัจจุบันท่าอากาศยานภูเก็ตมีความสามารถรองรับผู้โดยสารได้ 6.5 ล้านคน/ปี ในขณะที่สิ้นปี 53 จะมีปริมาณผู้โดยสารเพิ่มขึ้นเป็น 6.25 ล้านคน/ปี

          5.โครงการจัดหาเครื่องบินของ บมจ.การบินไทย(THAI) ปี 53-57 จำนวน 15 ลำ ซึ่งที่ประชุมฯ ตั้งข้อสังเกตว่าในการจัดซื้อเครื่องบินควรพิจารณาให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี และการขยายศูนย์ซ่อมบำรุงเครื่องบินให้เป็นศูนย์กลางการบริหารจัดการการบินในภูมิภาค

          6.โครงการในสาขาการจัดการทรัพยากรน้ำ วงเงินลงทุนรวม 61,909 ล้านบาท โดยมีโครงการสำคัญที่อยู่ระหว่างขั้นตอนการประกวดราคาก่อสร้าง ได้แก่ 1.โครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี - พุมดวง จ.สุราษฎร์ธานี 2.โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองจันทบุรี 3.โครงการผันน้ำจากจังหวัดจันทบุรีไปยังพื้นที่กักเก็บน้ำจังหวัดระยอง เป็นต้น

          นายวัชระ กล่าวว่า ที่ประชุมฯ ได้เห็นชอบว่าการดำเนินโครงการลงทุนสำคัญที่อยู่ระหว่างการจัดเตรียมโครงการเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาตามขั้นตอน ควรให้ความสำคัญกับกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนตั้งแต่เริ่มโครงการ เพื่อให้เกิดความยอมรับของประชาชนในพื้นที่ และดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด โดยในส่วนของโครงการสำคัญ ได้แก่

          1.โครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิระยะที่ 2 ให้เร่งรัดการนำเสนอโครงการให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาโดยเร็ว เพื่อให้สามารถรองรับปริมาณผู้โดยสารได้เพิ่มขึ้นจาก 45 ล้านคน/ปี เป็น 60 ล้านคน/ปี ซึ่งในปี 53 คาดว่าจะมีผู้โดยสารประมาณ 43 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 52 ที่มีผู้โดยสารจำนวน 40 ล้านคน

          2.โครงการก่อสร้างทางคู่ภายใต้แผนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของการรถไฟแห่งประเทศไทย (เพิ่มเติม) ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 27 เม.ย.53 เช่น ทางคู่ช่วงลพบุรี-ปากน้ำโพ ช่วงมาบกะเบา-นครราชสีมา เป็นต้น เพื่อเพิ่มความจุของทาง สามารถรองรับการขนส่งสินค้าทางรถไฟเพิ่มมากขึ้น

          3.เร่งรัดความเชื่อมโยงโครงข่ายเส้นทางขนส่ง Asian Connectivity

          4.ท่าเรือปากบารา มอบหมายให้ สนข. และสศช. เร่งรัดการจัดทำรายละเอียดโครงการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว รวมทั้งศึกษาผลกระทบโครงการต่อประชาชนในพื้นที่

          "นายกฯ ได้กำชับให้การเสนอโครงการใดๆ ที่จะเสนอต่อ ครม.เข้ามาใหม่ ให้เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อให้เกิดการยอมรับ" นายวัชระ กล่าว

          พร้อมกันนี้ ที่ประชุมฯ ยังได้มอบหมายให้มีการติดตามโครงการไทยเข้มแข็ง (SP2) ที่เน้นการสร้างความเข้มแข็งให้ตำบล เช่น โครงการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล และโครงการพัฒนาสู่ความเป็นเลิศทางการแพทย์ (Medical Excellent Centre)

ครม.เศรษฐกิจ เผย การขยายตัวศก.5 เดือนแรกปี 53ยังเป็นบวก แม้เผชิญเหตุการเมือง 

          ครม.เศรษฐกิจ เผยการขยายตัวเศรษฐกิจ 5 เดือนแรกปี 53 ยังเป็นบวก แม้เผชิญเหตุการเมือง ขณะที่กลุ่มท่องเที่ยวเจอหนักสุด แต่คาดฟื้นตัวได้ก่อนสิ้นปีนี้ พร้อมเร่ง รฟท.จัดตั้งบริษัทลูก บริหารรถไฟฟ้าเชื่อมสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อให้เปิดบริการเชิงพาณิชย์ภายใน ส.ค.นี้ 

          นายธราดล เปี่ยมพงศ์สานต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจได้รับทราบรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการเงินตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ได้เสนอ โดยระบุว่าเศรษฐกิจไทยในช่วง 5 เดือนแรกปี 2553 อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจยังเป็นบวกแม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากเหตุความไม่สงบทางการเมือง โดยธุรกิจภาคการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบมากที่สุด แต่ยังมีสัญญาณของการฟื้นตัวที่ดีในเดือนมิ.ย. ซึ่งคาดว่าจะสามารถกลับมาสู่การฟื้นตัวได้ก่อนสิ้นปี 2553

          ขณะที่ภาคการบริโภคได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อยและมีแนวโน้มจะขยายตัวสูงขึ้น เนื่องจากปัจจัยเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะตัวเลขรายได้เกษตรกรที่ขยายตัวสูง การจ้างงานอยู่ในระดับดี ความเชื่อมั่นผู้บริโภค ผู้ประกอบการและนักลงทุน ปรับตัวสูงขึ้นหลังสถานการณ์การเมืองคลี่คลาย ส่งผลให้การผลิตและการลงทุนขยายตัวได้ต่อเนื่อง

          "แต่อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจยังคงมีความเสี่ยงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งปีหลัง หลังจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นของประเทศต่างๆ ได้เริ่มทยอยสิ้นสุดลง การชะลอการเพิ่มขึ้นของสินค้าคงคลัง ภาวะวิกฤตหนี้ในยุโรปอาจจะส่งผลให้ภาคการส่งออกของไทยเกิดการชะลอตัวลงเล็กน้อย"นายธราดล กล่าว

          นอกจากนี้ สถานการณ์ภาคการเงินของไทยยังถือว่าขยายตัวได้ต่อเนื่องตามภาวะการฟื้นตัวของภาคเศรษฐกิจ โดยภาคการเงินโดยรวมยังถือว่าแข็งแกร่ง หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ยังอยู่ในระดับที่ไม่น่าเป็นห่วง รวมถึงการปล่อยสินเชื่อยังอยู่ในระดับที่ดีเพราะในระบบการเงินยังมีสภาพคล่องที่ไม่เป็นอุปสรรคต่อการปล่อยสินเชื่อทำให้ 4 เดือนแรกการปล่อยสินเชื่อขยายตัวได้ต่อเนื่อง

          สำหรับแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อในขณะนี้ยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำ แต่อีก 1-2 ปีข้างหน้าเชื่อว่าจะมีแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นอาจจะมีการปรับเปลี่ยนนโยบายทางการเงินของประเทศ ซึ่งการพิจารณาปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ว่าจะปรับเปลี่ยนอย่างไร

          ขณะเดียวกันด้านอัตราแลกเปลี่ยนในปัจจุบันค่าเงินบาทได้แข็งค่าขึ้นตามแนวโน้มสกุลเงินอื่นๆ โดยเฉพาะการยืดหยุ่นสกุลเงินหยวนของประเทศไทยจีน ซึ่งปัจจุบันแข็งค่าขึ้นประมาณ 0.75% แต่ยังไม่เป็นอุปสรรคต่อภาคการส่งออกของไทย

          นายธราดลยังกล่าวต่อว่า ได้มีการรายงานสถานการณ์การลงทุนตามที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน โดยในช่วง 6 เดือนแรก (ม.ค.-มิ.ย.53) มีมูลค่าการลงทุน 1.9 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 7.4% ซึ่งคาดว่าเกิดการจ้างงานรวม 76,656 คน โดยหมวดอุตสาหกรรมที่มีผู้สนใจขอรับส่งเสริมลงทุนอันดับ 1 ได้แก่ หมวดบริการและสาธารณูปโภค มีเงินลงทุน 8.5 หมื่นล้านบาท อันดับ 2 ได้แก่ อุตสาหกรรมเหมืองแร่ เซรามิก โลหะขั้นมูลฐาน มีมูลค่า 2.6 หมื่นล้านบาท อันดับ 3 อุตสาหกรรมโลหะ เครื่องจักร อุปกรณ์ขนส่ง มีมูลค่า 2.3 หมื่นล้านบาท อันดับ 4 ได้แก่ อุตสาหกรรมเกษตร มีมูลค่า 2.28 หมื่นล้านบาท    

          นอกจากนี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจเห็นชอบมาตรการเร่งรัดโครงการลงทุนของรัฐบาลขนาดใหญ่ หรือเมกะโปรเจ็กต์ โดยแบ่งเป็น โครงการลงทุนที่ครม.อนุมัติแล้วและอยู่ระหว่างการดำเนินงานจำนวน 54 โครงการ วงเงินลงทุนรวม 786,805.38 ล้านบาท และโครงการลงทุนที่อยู่ระหว่างการจัดเตรียมโครงการเพื่อนำเสนอให้ครม.พิจารณาตามขั้นตอนอีกจำนวน 40 โครงการ วงเงินลงทุนรวม 661,467.33 ล้านบาท

          ทั้งนี้โครงการลงทุนภายใต้แผนการลงทุนที่ ครม.ได้มีการอนุมัติไปแล้วมีทั้งสิ้น 11 โครงการ ได้แก่ โครงการรถไฟฟ้าเชื่อมโยงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยมอบหมายให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ไปเร่งรัดจัดตั้งบริษัทลูกเพื่อให้บริการขนส่งผู้โดยสารโครงการโดยเร็วเพื่อให้สามารถเปิดบริการเชิงพาณิชย์ภายในเดือนส.ค.2553 โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวช่วงหมอชิต-สะพานใหม่ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาข้อยุติและการพิจารณารูปแบบการให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนที่เหมาะสมเพื่อให้เปิดบริการได้โดยเร็ว และนำเสนอให้ครม.พิจารณาในขั้นตอนต่อไป

          นอกจากนี้ ยังรวมถึงโครงการพัฒนาท่าอากาศยานภูเก็ตที่มอบหมายให้บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)(AOT) เร่งก่อสร้างให้แล้วเสร็จโดยเร็วเพื่อรองรับปริมาณนักท่องเที่ยวที่จะเพิ่มขึ้นช่วงสิ้นปี 2553 เป็น 6.25 ล้านคน/ปี โดยปัจจุบันท่าอากาศยานภูเก็ตมีความสามารถรองรับได้เพียง 6.5 ล้านคน/ปี เท่านั้น รวมถึงโครงการจัดหาเครื่องบินของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) (THAI)ในปี 2553-2557 จำนวน 15 ลำ โดยในที่ประชุมได้มีการตั้งข้อสังเกตุการจัดซื้อเครื่องบินให้มีการพิจารณาการถ่ายทอดเทคโนโลยีและขยายศูนย์บำรุงซ่อมเครื่องบินให้เป็นศูนย์กลางการบริหารจัดการการบินในภูมิภาค และโครงการในสาขาการจัดการทรัพยากรน้ำ วงเงินลงทุนรวม 61,909 ล้านบาท โดยมีโครงการที่สำคัญอยู่ระหว่างขั้นตอนการประกวดราคาก่อสร้าง ได้แก่ โครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง จังหวัดสุราษฎร์ธานี โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองจันทบุรี และโครงการผันน้ำจากจังหวัดจันทบุรีไปยังพื้นที่กักเก็บน้ำจังหวัดระยอง

          นอกจากนี้ สำหรับโครงการลงทุนที่กำลังจัดเตรียมนำเสนอให้ครม.พิจารณา แบ่งเป็นโครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เฟส 2 ให้เร่งรัดเสนอ ครม.พิจารณาโดยเร็วเพื่อรองรับปริมาณผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นจาก 45 ล้านคน/ปี เป็น 60 ล้านคน/ปี โดยในปี 2553 คาดว่าจะมีผู้โดยสารประมาณ 43 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีผู้โดยสาร 40 ล้านคน รวมถึงโครงการก่อสร้างทางคู่ภายใต้แผนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของการรถไฟแห่งประเทศไทย เช่น ทางคู่ช่วงลพบุรี-ปากน้ำโพ ช่วงมาบกะเบา-นครราชสีมา เป็นต้น เพื่อเพิ่มความจุของความสามารถรองรับการขนส่งสินค้าทางรถไฟเพิ่มมากขึ้น ส่วนโครงการท่าเรือปากบารามอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร(สนข.)และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เร่งรัดการจัดทำรายละเอียดโครงการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว รวมทั้งศึกษาผลกระทบโครงการต่อประชาชนในพื้นที่                  

all-2-3

C-Gold

PS

ข่าวล่าสุด